เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

Air Purifier Share
รู้จักกับ เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

บทความนี้เป็นบทความที่นำเสนอวิธีการเลือกซื้อ เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ว่า เครื่องฟอกอากาศในท้องตลาดนั้นมันมีลูกเล่น หรือฟังก์ชั่นอะไรบ้าง เพราะเดี๋ยวนี้นั้น เครื่องฟอกอากาศ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีความสำคัญมากๆ ที่เกือบทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือแม้แต่ตาม คอนโดมิเนียม หรือหอพัก ต่างๆ ก็จะต้องมีเอาไว้ครอบครอง แม้แพ้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ อย่าง เครื่องแอร์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ เป็นต้น เพราะสภาพอากาศทั่วโลกเดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนจะแย่ลงทุกวัน

ในในปัจจุบันนี้มลภาวะทางอากาศก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมฆหมอกที่ปกคลุมทั่วเมืองกลับไม่ใช่หมอกยามเช้า เหมือนที่เรารู้จักกันดีในอดีต แต่กลับกลายเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ ที่เข้ามาปกคลุมแทน และที่สำคัญมันปกคลุมทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่แค่เฉพาะยามเช้าเท่านั้น

โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ นี้มีชื่อเรียกยอดฮิตอีกชื่อคือ “ฝุ่นละออง PM 2.5” นั่นเอง สาเหตุที่เรียกมันว่า “PM 2.5” ก็เพราะว่า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของมันนั้นเล็กถึง 2.5 ไมครอน (เทียบเท่า 0.0025 มิลลิเมตร หรือ 0.00025 เซนติเมตร) ซึ่งหากเปรียบเทียบกันง่ายๆ เลยก็คือ เส้นผมคนเรายังมีขนาดเพียงแค่ 50-100 ไมครอน แต่อันนี้ 2.5 ไมครอนจะเล็กขนาดไหน ถ้าสูดหายใจเข้าไปมากๆ ก็จะส่งผลอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ได้

เนื้อหาด้านล่างนี้จะนำเสนอปัจจัยของการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ว่าควรจะสังเกตดูตรงจุดไหนอย่างไรอะไรบ้าง

  1. ขนาดพื้นที่ห้อง (Room Size)
  2. รู้จักกับ ชนิดของแผ่นกรองอากาศ (Air Filter Types)
  3. ฟังก์ชั่นเสริมที่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ (Purifying Functions)
  4. ฟังก์ชั่นเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ (Nonpurifying Functions)
  5. ความน่าเชื่อถือของยี่ห้อสินค้า และผลิตภัณฑ์ (Brand and Product Reliability)
  6. การดูแลรักษาเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier Maintenance)

1. Room Size (ขนาดพื้นที่ห้อง)

Air Purifier Featured Image
เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะเราควรจะต้องเลือกเครื่องฟอกอากาศ ที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ห้องของเราด้วย โดยแต่ละตัวจะมีสเปคระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า เครื่องฟอกอากาศเครื่องนี้รองรับพื้นที่กี่ตารางเมตร ซึ่งแน่นอนเราต้องคำนวณพื้นที่ของห้องเราก่อนที่จะไปซื้อ เพราะถ้าห้องมีขนาดใหญ่ แต่เครื่องฟอกอากาศมีขนาดเล็ก ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะนำมาใช้ (เหมือนเสียเงินไปฟรีๆ)

ข้อแนะนำ

“ทางที่ดี เราควรจะซื้อเครื่องฟอกอากาศ ที่รองรับพื้นที่ได้มากกว่าพื้นที่ห้องที่จะนำเครื่องฟอกอากาศไปวางจริงๆ ยกอย่างเช่นห้องเรามีขนาด 20 ตารางเมตร เราควรซื้อเครื่องฟอกอากาศที่รองรับพื้นที่ขนาด 25-30 ตารางเมตร เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพจากการฟอกอากาศจริงๆ”

2. Type of Air Filter (ชนิดของแผ่นกรองอากาศ)

หัวใจสำคัญที่สุดของเครื่องฟอกอากาศ ก็คือ แผ่นกรองอากาศ (Air Filter) นั่นเอง โดยส่วนมาก เครื่องฟอกอากาศ จะมีแผ่นกรองอากาศหลักๆ อยู่ทั้งหมดประมาณ 2-3 แผ่นด้วยกัน (บางเครื่องอาจจะมากถึง 4-5 แผ่นก็มี) แต่โดยหลักๆ แล้ว (เกือบ 100%) ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องฟอกอากาศ ก็จะมีแผ่นกรองอากาศ ดังต่อไปนี้

2.1 Pre Filter (แผ่นกรองอากาศชั้นต้น)

แผ่นกรองอากาศชนิดนี้ บางยี่ห้ออาจเรียกว่า แผ่นกรองหยาบ หรือ แผ่นกรองชั้นแรก หรือ แผ่นกรองชั้นนอก (มีหลายชื่อเหลือเกิน แล้วแต่ผู้ผลิตจะเรียก) โดยตำแหน่งของมันจะอยู่ชั้นนอกสุด

โดยลักษณะจะเป็นแผ่นตาข่ายขนาดเล็ก ถึงปานกลาง ที่ถูกเย็บแบบถี่ๆ หรือบางรุ่นบางยี่ห้อ ก็จะเป็นฟองน้ำบางๆ หรือบางรุ่นบางยี่ห้อ ก็มีทั้งคู่เลย (ทั้งแผ่นกรองตาข่าย และฟองน้ำ) มีหน้าที่เอาไว้กรอง หรือดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ เอาไว้ชั้นนึงก่อนที่จะเข้าไปยังแผ่นกรองอากาศ HEPA เป็นลำดับต่อไป โดยส่วนมากแล้ว แผ่นกรองอากาศชนิดนี้จะสามารถนำมาล้างทำความสะอาดได้ และถ้าเป็นฟองน้ำ ก็สามารถนำไปซักได้เช่นกัน

2.2 HEPA Filter (แผ่นกรองอากาศ HEPA)

แผ่นกรองอากาศ HEPA (ย่อมาจากคำว่า “High Efficiency Particulate Air”) เป็นแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ที่มีความสามารถในการกรองฝุ่นขนาดเล็กมากๆ (หรือฝุ่นละออง PM 2.5) ได้ โดยคุณสมบัติแผ่นกรองชนิดนี้คือ กรองฝุ่นขนาดเล็กมากถึง 2.5 ไมครอน (μm) ได้ รวมไปถึงกรองเชื้อรา แบคทีเรีย มลพิษต่างๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศได้เป็นอย่างดี

Air Purifier HEPA Filter Warning
แผ่นกรองอากาศ HEPA บางแผ่น จะมีข้อความแจ้งเตือนว่าห้ามนำไปล้าง หรือซัก (Do Not Wash)

วิธีการสังเกตง่ายๆ คือ จะเป็นแผ่นที่มีร่องลึกๆ อยู่ลักษณะเป็นขุยๆ หน่อย โดยส่วนมากแล้วทางผู้ผลิตจะไม่แนะนำให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำ เพราะจะทำให้แผ่นกรองเปื่อย และเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น แต่ก็มีส่วนน้อยที่ยอมให้นำไปล้างน้ำได้ (แต่ก็ห้ามใช้ผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาดใดๆ อยู่ดี) (รายละเอียดของ แผ่นกรองอากาศ HEPA เพิ่มเติม)

2.3 Carbon Filter หรือ Deodorizing Filter (แผ่นกรองคาร์บอน)

แผ่นกรองคาร์บอน หรือ แผ่นกรองกลิ่น มีหน้าที่ใช้กรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สารฟอลมาลดีไฮด์ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs ย่อมาจากคำว่า “Volatile Organic Compounds) อย่างเช่นกลิ่นสี กลิ่นย้ำยาย้อมผอม น้ำยาทาเล็บ ของคุณสุภาพสตรี รวมไปถึง กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นสารเคมี กลิ่นก๊าซ กลิ่นอาหาร กลิ่นตด และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยวิธีการสังเกตง่ายๆ ของแผ่นกรองอากาศชนิดนี้คือ คือสีของแผ่นกรอง จะเป็นสีเข้มๆ ดำๆ หน่อย เพราะมันมีส่วนผสมของ “ถ่าน (Carbon)” นั่นเอง บางทีเอาแผ่นกรองชนิดนี้มาเขย่าๆ อาจได้ยินเสียงเม็ดถ่านอยู่ข้างในก็ได้ (อันนี้แล้วแต่ผู้ผลิตจะทำออกมา)

ข้อมูลเพิ่มเติม

“เครื่องฟอกอากาศบางรุ่น หรือบางยี่ห้อ จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับกลิ่น (Odor Sensor หรือ Smell Detector) เพื่อปรับความแรงของพัดลมดูดอากาศ ให้แรงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อกำจัดกลิ่นให้หายไปโดยเร็วที่สุด”

2.4 All-in-One Filter (แผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน – รวมทั้งหมด)

แผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน (All-in-One Filter) หรือ แผ่นกรองอากาศแบบรวมทั้งหมด ส่วนมากจะเห็นได้ในเครื่องฟอกอากาศที่มีราคาถูกหน่อย หรือไม่ก็เครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดของตัวเครื่องไม่ใหญ่มาก อย่างเช่น เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์  (Car Air Purifier) หรือเครื่องฟอกอากาศในบ้านที่รองรับพื้นที่ได้น้อยๆ แบบไม่เกิน 25 ตารางเมตร เป็นต้น

โดยแผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน จะเป็นการรวมแผ่นกรองทั้งหมดเข้าไว้ในแผ่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น แผ่นกรองชั้นต้น แผ่นกรองอากาศ HEPA แผ่นกรองคาร์บอน หรือ แผ่นกรองอื่นๆ (ถ้ามี) ซึ่งทางผู้ผลิตก็จะจัดเรียงลำดับชั้นของการกรองให้เสร็จสรรพ เพื่อความสะดวกในการติดตั้งใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษา รวมไปถึงการจัดจำหน่ายด้วยเช่นกัน

ด้านการดูแลรักษาก็ง่ายๆ คือ “ไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย” เพราะโดยส่วนมากแล้ว จะแกะ หรือรื้อออกมาก็ไม่ได้เลย ซึ่งก็ไม่สามารถนำไปล้างน้ำ หรือไปซักได้เลย เพราะภายในมีแผ่นกรองหลายชนิดอยู่ เกรงว่าจะเสื่อมประสิทธิภาพลงอย่างรวดเร็ว ข้อแนะนำคือ เมื่อถึงอายุการใช้งานที่ทางผู้ผลิตระบุเอาไว้ก็ต้อง “เปลี่ยนสถานเดียว

3. Purifying Functions (ฟังก์ชั่นเสริมที่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ)

เท่าที่เห็นมาเครื่องฟอกอากาศหลายเครื่องจะมี ฟังก์ชั่นเสริมที่ช่วยในการฟอกอากาศอีก เพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่ผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น

3.1. UV Sterilizing Lamp (หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค)

Air Purifier UV Sterilizing Lamp
หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค (UV Sterilizing Lamp) ที่อาจมีอยู่ในเครื่องฟอกอากาศบางรุ่น บางยี่ห้อ

หลอดไฟปล่อยแสง UV (สีจะออกม่วงๆ หน่อย) ซึ่งเป็นรังสีอัลตราไวโอเลต ที่อยู่ในแสงแดด ช่วยฆ่าเชื้อโรคอย่าง เชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศ

ข้อดี 🙂

  • ช่วยกำจัด และฆ่าเชื้อโรค เชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา หรือแม้แต่ เชื้อแบคทีเรีย ที่ลอยอยู่ในอากาศให้อีกแรง (ช่วยกันกับแผ่นกรองอากาศต่างๆ)

ข้อเสีย 🙁

  • มีค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น เพราะหลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค เมื่อใช้ไปนานๆ หลอดอาจจะขาดได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ และส่วนมากก็ถอดเปลี่ยนเองยากอีก และเป็นหลอดเฉพาะรุ่นของมัน ซึ่งอาจจะต้องส่งศูนย์บริการกันเลยทีเดียว
  • การมองหลอดไฟ UV ที่กำลังสว่างอยู่ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ (ในกรณีที่เครื่องฟอกอากาศไม่มีเซ็นเซอร์การเปิดฝาเครื่อง)

3.2 IONIZER (ตัวปล่อยประจุลบ)

Air Purifier IONIZER or Negative Ion Generator Pins
เข็มปล่อยประจุลบ (IONIZER หรือ Negative Ion Generator Pins)

ตัวนี้ไม่ได้มีส่วนช่วยในการกรองอากาศแต่อย่างใด แต่มันมีส่วนในการเรียกฝุ่นขนาดเล็กมากๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศให้เข้ามาใกล้ๆ กับตัวเครื่องฟอกอากาศ ด้วยการปล่อยไฟฟ้าประจุลบ (Anion หรือ Negative Ion) ออกไปในอากาศผ่านทางเข็มปล่อยประจุ (ส่วนมากเราจะไม่เห็นหรอก เพราะมันอยู่ภายในตัวเครื่อง)

และเมื่อฝุ่นลอยเข้ามาใกล้ๆ เครื่องฟอกอากาศ มันก็จะถูกพัดลมดูดอากาศ ดูดเข้าไปในเครื่องอีกที พูดง่ายๆ คือคือ ตัวปล่อยประจุลบนี้มีหน้าที่ “เรียกแขก” หรือ “เรียกฝุ่นเข้ามาใกล้ๆ เครื่องฟอกอากาศ” นั่นเอง

หมายเหตุ : เทคโนโลยีการปล่อยประจุไฟฟ้าเข้าไปในอากาศนี้ ในแต่ละยี่ห้อจะมีชื่อเฉพาะของเขาอยู่ ซึ่งก็จะเป็นชื่อทางการค้าของเขา ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า Sharp จะเทคโนโลยีนี้ว่า พลาสม่าคลัสเตอร์ (Plasmacluster) ในขณะที่ฝั่ง แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า LG ก็จะมีชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า พลาสมาสเตอร์ ไอออไนส์เซอร์ พลัส (Plasmaster Ionizer Plus) เป็นต้น

ข้อดี 🙂

  • เรียกฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่ลอยอยู่ไกลๆ ให้ลอยเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เครื่องฟอกอากาศ ก่อนจะถูกดูดเข้าไปอีกที

ข้อเสีย 🙁

  • มีค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น เพราะเข็มปล่อยประจุที่อยู่ภายในตัวเครื่องอาจจะเสียได้ตามอายุการใช้งาน

4. Nonpurifying Functions (ฟังก์ชั่นเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ)

สำหรับเครื่องฟอกอากาศรุ่น บางยี่ห้อ ก็ยังได้เสริมเอาความสามารถ หรือฟังก์ชั่นอื่นๆ เข้าไปอีก โดยความสามารถเหล่านี้ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการฟอกอากาศเลย อาทิ

4.1 Humidification Function (ฟังก์ชั่นการเพิ่มความชื้นในอากาศ)

เครื่องฟอกอากาศที่มีฟังก์ชั่นนี้ จะมีถังน้ำขนาดใหญ่ อยู่ภายในตัวเครื่อง (ต้องเติมน้ำก่อนใช้งาน) เพื่อที่จะค่อยๆ ปล่อยละอองน้ำออกมาในอากาศ เพื่อไม่ให้อากาศอยู่ในสภาวะที่แห้งจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแห้ง หรือผู้ที่เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตกบ่อยๆ (มีเลือดกำเดาออกบ่อยๆ)

โดยเครื่องฟอกอากาศชนิดนี้มักจะมีเซ็นเซอร์วัดความชื้น (Humidity Sensor) อยู่ภายในด้วย เพื่อคำนวณการปล่อยไอน้ำออกมาให้เหมาะสมกับระดับความชื้นภายในห้องเพื่อความสบายของผู้อยู่อาศัย แต่ในขณะเดียวกันจะเราก็จะต้องหมั่นตรวจสอบปริมาณน้ำในถังบ่อยๆ ด้วยว่าน้ำหมดถังแล้วหรือยัง

การที่น้ำในถังจะลดช้า หรือลดเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระดับความชื้นในอากาศ ถ้าความชื้นในอากาศมาก น้ำในถังก็จะลดช้า เช่นตอนฝนตก เครื่องก็จะไม่ปล่อยน้ำในถังออกมา เพราะมีความชื้นในอากาศสูงอยู่แล้ว แต่ถ้าช่วงไหนที่อากาศแห้งๆ หน่อย อย่างเช่นหน้าหนาวน้ำในถังก็จะลดลงเร็ว เพราะความชื้นอยู่ในระดับต่ำ

ข้อดี 🙂

  • ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้อากาศไม่แห้ง ส่งผลให้ผิวไม่แห้ง ผิวไม่แตก ลดโอกาสการเกิดเลือดกำเดาไหล
  • ภายในเครื่องฟอกอากาศจะต้องมีเซ็นเซอร์วัดความชื้น เพื่อส่งข้อมูลไปประมวลผลในการปล่อยละอองน้ำออกมาจากตัวเครื่องให้เหมาะสมกับสภาพอากาศปัจจุบันด้วย และส่วนมากมักจะมีหน้าจอแสดงความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเป็นตัวเลข หรือเป็นสีที่สื่อความหมาย พูดง่ายๆ คือเหมือนได้ เครื่องวัดความชื้นในอากาศ ไปในตัว

ข้อเสีย 🙁

  • ต้องหมั่นเติมน้ำในถังน้ำบ่อยๆ (การที่จะเติมบ่อยหรือไม่บ่อย ก็ขึ้นอยู่สภาพอากาศในขณะนั้นว่ามีความชื้นมากน้อยเพียงใด)
  • ต้องหมั่นทำความสะอาดถังน้ำบ่อยๆ ด้วย เพราะเมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ภายในถังจะมีลักษณะของมูกเหนียวๆ อยู่ (ทั้งๆ ที่ใช้น้ำกรองแล้วก็ยังมีมูกอยู่)
  • ราคาค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่า เนื่องจากมีอุปกรณ์ที่ใช้มากกว่าเช่น ถังน้ำ ชุดถาดทำไอน้ำ หรือแม้แต่ แผ่นกรองไอน้ำ (ที่มีอายุการใช้งานเหมือนกัน)

4.2 Dehumidification Function (ฟังก์ชั่นการลดความชื้นในอากาศ)

ฟังก์ชั่นนี้ยังคงมีถังน้ำอยู่ภายในตัวเครื่องฟอกอากาศเช่นกัน แต่ว่าเป็นถังน้ำเปล่า (ไม่ต้องเติมน้ำก่อนใช้งาน) โดยหน้าที่หลักๆ จะ ตรงกันข้ามกับ การเพิ่มความชื้นในอากาศ (ข้อ 4.1) อย่างสิ้นเชิง เพราะหน้าที่ของมันคือการดูดเอาไอน้ำในอากาศ (ดูดความชื้น) เข้าไปเก็บภายถังน้ำ และเราจะต้องคอยหมั่นนำเอาน้ำในถังไปเททิ้งอีกด้วย

โดยความชื้นนั้นเกิดมาจากการคายน้ำของพืชรอบๆ หรือแม้แต่ในช่วงฝนตก (หรือฝนหยุดตกใหม่ๆ) หรือแม้แต่ห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องนอน หลังอาบน้ำเสร็จ (ถ้าไม่เช็ดห้องน้ำให้แห้ง) ก็อาจจะมีความชื้นสะสมอยู่ในปริมาณมากด้วยเช่นกัน

ข้อดีของฟังก์ชั่นนี้ก็คือ มันจะช่วยดูดความชื้นที่อยู่ในอากาศออกไป เพราะการมีความชื้นภายในห้องมากๆ จะส่งผลเสียให้กับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาจขึ้นราได้ แถมยังเป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะมาอาศัยอยู่กับเราได้ ในด้านสุขภาพก็อาจจะรู้สึกร้อนอบอ้าว เหงื่อออกง่าย ครั่นเนื้อครั่นตัว แต่การมีฟังก์ชั่นการลดความชื้นในอากาศนี้ จะทำให้เราสบายตัวมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

หมายเหตุ : ฟังก์ชั่นการลดความชื้นในอากาศ ของเครื่องฟอกอากาศนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีหลายวิธีเช่น การเปิดแอร์ เพราะนอกจากที่มันจะทำความเย็นแล้ว มันก็ยังสามารถช่วยลดความชื้นในอากาศได้ด้วยเช่นกัน (ความชื้น หรือไอน้ำในอากาศจะถูกดูดเข้ามา และถูกปล่อยออกทางท่อน้ําทิ้งแอร์ นั่นเอง)

ข้อดี 🙂

  • ช่วยลดความชื้นในอากาศที่อาจจะมีมากเกินไป อันเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราบนข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน หรือแม้แต่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย
  • ภายในเครื่องฟอกอากาศจะต้องมีเซ็นเซอร์วัดความชื้น เพื่อส่งข้อมูลไปประมวลผลในการดักจับความชื้น (น้ำ) ในอากาศ และส่วนมากมักจะมีหน้าจอแสดงความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเป็นตัวเลข หรือเป็นสีที่สื่อความหมาย เรียกได้ว่าเหมือนได้ เครื่องวัดความชื้นในอากาศ ไปในตัว

ข้อเสีย 🙁

  • ต้องคอยหมั่นนำน้ำไปเททิ้ง (การที่เทน้ำในถังทิ้งบ่อย หรือไม่บ่อย ก็ขึ้นอยู่สภาพอากาศในขณะนั้นว่ามีความชื้นมากน้อยเพียงใด)
  • ราคาค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่า เนื่องจากมีอุปกรณ์ที่ใช้มากกว่าเช่นกัน

4.3 Mosquito Catching Function (ฟังก์ชั่นการดักยุง)

Air Purifier Glue Sheet
แผ่นกาวดักยุง (Glue Sheet)

ฟังก์ชั่นนี้เห็นจะมี เครื่องฟอกอากาศ ของ Sharp ที่ผลิตขึ้นมาเป็นตัวแรกของโลก (ดูรายละเอียดรีวิว เครื่องฟอกอากาศดักยุงของ Sharp บนทาง Thanop.com) โดยมันเป็นการนำเอาสิ่งที่เครื่องฟอกอากาศทั่วๆ ไปมีอยู่แล้ว มาต่อยอดด้วยการเพิ่มความสามารถบางอย่างเข้าไป เพื่อให้มันมีความสามารถในการดักยุงได้นั่นเอง โดยหลักการของมันก็คือ มันจะต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้

Sharp FP-FM40B-B Catch Panel with Glue Sheet Installing
ขณะกำลังติดตั้ง แผ่นกาวดักยุง (Glue Sheet) ลงไปใน แผงดักยุง (Catch Panel) ต้องดึงแผ่นพลาสติกออกก่อนใช้งาน
  1. UV Light (มีแสงยูวีดึงดูดยุง) : เนื่องจากยุงเป็นสัตว์ที่ชอบสีของหลอดไฟ UV (สังเกตได้จากเครื่องดักยุงทั้งหลาย ที่จะใช้หลอดไฟ UV) มาเป็นตัวล่อยุงให้เข้ามาใกล้ๆ ตัวเครื่อง
  2. Black Color (ตัวเครื่องเป็นสีดำ) : อีกหนึ่งจุดที่ยุงชอบไปอาศัยอยู่มากๆ เลยคือที่มืดๆ ลับตา ทางผู้ผลิตเครื่องฟอกอากาศดักยุง จึงมักจะให้ตัวเครื่องเป็นสีดำ เพื่อเป็นอีก 1 ปัจจัยในการล่อยุงเข้ามา
  3. Powerful Airflow (ดูดยุงเข้าไปด้านในเครื่องด้วยพัดลมดูดอากาศพลังสูง) : ข้อนี้ถือเป็นการใช้สิ่งที่เครื่องฟอกอากาศมีอยู่แล้วมาต่อยอดนั่นเอง เพราะว่าปกติแล้ว เครื่องฟอกอากาศจะต้องดูดอากาศเข้าไปภายในเครื่องอยู่แล้ว อันนี้ก็ถือโอกาสดูดยุงเข้ามาด้วยซะเลย
  4. Glue Sheet (แผ่นกาวดักจับยุง) : และเมื่อยังถูกดูดเข้ามาด้านหลังของตัวเครื่องแล้ว จะพบกับแผ่นกาวดักจับยุง อยู่ ซึ่งสาเหตที่ไม่ใช้ไฟฟ้าช็อตยุงให้ตาย ก็เพราะเหตุผลเรื่องของความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน เด็ก และสัตว์เลี้ยงนั่นเอง

ข้อดี 🙂

  • ช่วยลดปริมาณยุงในห้องพัก ทั้งยุงรําคาญ ยุงลาย ฯลฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า “ยุง” ก็เป็นพาหะของการเกิดโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิตอาทิ โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) โรคไข้มาลาเรีย (Malaria) โรคเท้าช้าง (Elephantiasis) หรือแม้แต่ โรคไข้ซิกา (Zika Fever)

ข้อเสีย 🙁

  • ราคาค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่า เพราะต้องเปลี่ยนแผ่นกาวดักจับยุงอยู่บ่อยๆ โดยอายุการใช้งานของมันก็อยู่ประมาณ 1 เดือน แล้วก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะมิเช่นนั้นประสิทธิภาพการดักจับยุงก็จะลดลง (เพราะกาวมันไม่เหนียวแล้ว)

5. Brand and Product Reliability (ความน่าเชื่อถือของยี่ห้อสินค้า และผลิตภัณฑ์)

เนื่องจากเครื่องฟอกอากาศ ถือเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ (Health Product) ดังนั้นก่อนที่จะซื้อหา ก็ควรที่จะศึกษาหาข้อมูลของทางผู้ผลิตสักนิดนึง เพื่อให้เราได้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในราคาที่คุ้มค่ามากที่สุด โดยปัจจัยในการพิจารณา มีหลักๆ อยู่ 3 ข้อดังต่อไปนี้

  1. Brand (ยี่ห้อสินค้า) : ถือเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ผู้ที่สนใจจะซื้อเครื่องฟอกอากาศ มักจะตั้งคำถามว่า “เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี ?” ซึ่งโดยมากแล้ว ความสามารถต่างๆ ขอให้เน้นดูจากความน่าเชื่อถือของแบรนด์เป็นหลัก และการบริการหลังการขายจะดีกว่า เพื่อความสบายใจของลูกค้า
  2. Verified and Test by Labs (การรับรองจากสถาบันทดสอบ) : เครื่องฟอกอากาศส่วนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเป็นแบรนด์ที่เราไม่ค่อยรู้จัก ผู้ผลิตเขามักจะโชว์ผลการทดสอบ และผลการรับรองจากสถาบันทดสอบชั้นนำที่เป็นกลางในด้านต่างๆ เช่น ผลการทดสอบการกำจัดกลิ่น การกรองฝุ่น การกำจัดเชื้อโรค และอื่นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นการสแกนใบรับรองเข้ามาแบบดิบๆ เพื่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทย ถ้าหากพอมีเวลา ก็ลองแปลด้วย Google Translate ดู พร้อมค้นหาชื่อสถาบันทดสอบดูสักหน่อย ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
  3. Product Warranty (การรับประกันสินค้า) : ส่วนมากเครื่องฟอกอากาศจะรับประกันเฉพาะตัวเครื่อง และมอเตอร์ของพัดลมดูดอากาศ โดยมากแล้วก็จะไม่เกิน 1-2 ปี จะไม่รับประกันในส่วนของแผ่นกรองอากาศต่างๆ เพราะถือเป็นวัสดุสิ้นเปลือง

6. Air Purifier Maintenance (การดูแลรักษาเครื่องฟอกอากาศ)

การดูแลเครื่องฟอกอากาศส่วนมาก ถ้าเป็นเครื่องฟอกอากาศธรรมดาทั่วไป ก็จะเป็นการทำความสะอาด แผ่นกรองอากาศ เสียมากกว่า แต่สำหรับเครื่องฟอกอากาศที่มี ฟังก์ชั่นเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ (Nonpurifying Functions) ก็อาจจะมีการดูแลรักษาเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย ลองดูจากตารางด้านล่างนี้เลย

ประเภท
(Type)
การทำความสะอาด
(Cleaning Method)
รอบการทำความสะอาด โดยเฉลี่ย
(Average Cleaning Cycle)
การเปลี่ยน
(Replacement Cycle)
แผ่นกรองชั้นต้น
(Pre-Filter)
ใช้น้ำสะอาดล้าง และผ้าเช็ดให้แห้ง 1-2 เดือน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
(ถ้าตาข่าย หรือฟองน้ำ ไม่ขาด)
แผ่นกรองอากาศ HEPA
(HEPA Filter)
นำมาดูดฝุ่น หรือ แปรงปัดตามร่องของมัน แล้วเคาะๆ เพื่อให้เศษฝุ่นละอองที่เกาะอยู่หลุดออกไป

ขณะที่บางรุ่น บางยี่ห้อ สามารถนำมาแช่น้ำเปล่าทิ้งไว้ได้ ประมาณ 4-5 ชั่วโมง และนำมาตากแดดให้แห้ง (ต้องอ่านคำแนะนำดีๆ)

(ห้ามใช้สบู่ หรือ น้ำยาทำความสะอาดใดๆ มาล้าง มิเช่นนั้น แผ่นกรองฯ จะเปื่อย และเสื่อมสภาพเร็ว)

4-6 เดือน เปลี่ยนทุกๆ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน และสถานที่ตั้งของเครื่องฟอกอากาศ
แผ่นกรองคาร์บอน
(Carbon Filter)
นำมาเคาะๆ แปรงปัดฝุ่นมาปัด หรือ เครื่องดูดฝุ่น มาดูด

(ห้ามใช้นำล้างเด็ดขาด !)

4-6 เดือน เปลี่ยนทุกๆ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน และสถานที่ตั้งของเครื่องฟอกอากาศ
แผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน
(All-in-One Filter)
เปลี่ยนทุกๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน และสถานที่ตั้งของเครื่องฟอกอากาศ
ถังน้ำ
(Water Tank)
  • เติมน้ำสะอาดให้เต็มถัง
    (สำหรับเครื่องฟอกอากาศที่มีระบบเพิ่มความชื้นในอากาศ)
  • เทน้ำในถังทิ้ง
    (สำหรับเครื่องฟอกอากาศที่มระบบดูดความชื้นในอากาศ)
  • ล้างคราบสกปรกในถังน้ำ
3-7 วัน
(ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในอากาศ)
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
(ถ้าถังน้ำไม่ได้ชำรุด)
แผ่นกาวดักจับยุง
(Glue Sheet)

ต้องเปลี่ยนทุกๆ 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณยุง ที่ติดอยู่ที่ตัวแผ่นกาว

ทบทวนภาพรวม
ความจำเป็นที่ต้องมีเอาไว้ครอบครอง
6.5
การประหยัดไฟในภาพรวม
8.5
ความง่ายในการดูแลรักษา
7
บทความก่อนหน้านี้Ambi Climate 2 รีโมทแอร์อัจฉริยะ ควบคุมแอร์บ้านด้วยเทคโนโลยี AI สั่งผ่านมือถือได้
Thaiware.com Founder + Thanop.com Blogger + Business Director, Cloud Business Co.,Ltd. + Former Committee Thai Webmaster Association

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here