เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

Air Purifier Share
รู้จักกับ เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

บทความนี้เป็นบทความที่นำเสนอวิธีการเลือกซื้อ เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier) ว่า เครื่องฟอกอากาศในท้องตลาดนั้นมันมีลูกเล่น หรือฟังก์ชั่นอะไรบ้าง เพื่อจะได้เอาไว้เป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อ ไม่ใช่เป็นการนำเสนอสินค้าตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ

โดยในปัจจุบันนี้ เครื่องฟอกอากาศ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง เครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีความสำคัญมากๆ ที่เกือบทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น บ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ หรือแม้แต่ตาม คอนโดมิเนียม หรือหอพัก ต่างๆ ก็จะต้องมีเอาไว้ครอบครอง ไม่แพ้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ อย่าง เครื่องแอร์ ตู้เย็น ไมโครเวฟ เป็นต้น เพราะสภาพอากาศทั่วโลกเดี๋ยวนี้ก็ดูเหมือนจะแย่ลงทุกวัน

ยังมีเครื่องฟอกอากาศขายอีกเป็นจำนวนมาก !! ที่ตลาดซื้อขาย แลกเปลี่ยนความรู้ เครื่องฟอกอากาศ และ แผ่นกรองอากาศ บน Facebook (กดเลย)

หัวข้อด้านล่างนี้ จะนำเสนอปัจจัยของการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ ว่าควรจะสังเกตดูตรงจุดไหนอย่างไรอะไรบ้าง สามารถกดลิงค์ด้านล่าง เพื่อข้ามไปอ่านยังหัวข้อที่ต้องการ หรือสนใจได้เลย เพื่อความสะดวก และรวดเร็ว

  1. ทำไมถึงต้องใช้เครื่องฟอกอากาศ ? (Why Air Purifier is needed ?)
  2. ประเภทของยี่ห้อเครื่องฟอกอากาศ (Type of Air Purifier Brands)
  3. ขนาดพื้นที่ห้อง (Room Size)
  4. รูปทรงของเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier Shapes)
  5. รู้จักกับ ชนิดของแผ่นกรองอากาศ (Air Filter Types)
  6. ฟังก์ชั่นเสริมที่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ (Purifying Functions)
  7. ฟังก์ชั่นเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ (Nonpurifying Functions)
  8. ฟังก์ชั่นเสริมเพื่อความสะดวกสบายอื่นๆ (Additional Convenience Functions)
  9. ความน่าเชื่อถือของยี่ห้อสินค้า และผลิตภัณฑ์ (Brand and Product Reliability)
  10. การดูแลรักษาเครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier Maintenance)

และนี่คือคลิปวีดีโอความยาวประมาณ 14 นาที สรุปเกือบทุกหัวข้อในบทความนี้เอาไว้ในรูปแบบของภาพ และเสียง เอาไว้ให้ดูกัน เพื่อที่จะทำความรู้จักกับ เครื่องฟอกอากาศ ให้ง่ายขึ้น แต่อาจจะไม่ได้มีข้อดี ข้อเสีย ของแผ่นกรอง หรือฟังก์ชั่นเสริมต่างๆ ของเครื่องฟอกอากาศ หากดูจบ ก็ขอให้กลับมาอ่านบทความนี้ เพื่อศึกษารายละเอียดต่อได้เลย

1. Why Air Purifier is needed ? (ทำไมถึงต้องใช้เครื่องฟอกอากาศ ?)

ในในปัจจุบันนี้มลภาวะทางอากาศก็เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เมฆหมอกที่ปกคลุมทั่วเมืองกลับไม่ใช่หมอกยามเช้า เหมือนที่เรารู้จักกันดีในอดีต แต่กลับกลายเป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ ที่เข้ามาปกคลุมแทน และที่สำคัญมันปกคลุมทั้งวันทั้งคืน ไม่ใช่แค่เฉพาะยามเช้าเท่านั้น

โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กมากๆ นี้มีชื่อเรียกยอดฮิตอีกชื่อคือ “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5” นั่นเอง สาเหตุที่เรียกมันว่า “PM 2.5” ก็เพราะว่า ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของมันนั้นเล็กถึง 2.5 ไมครอน (หรือเทียบเท่า 0.0025 มิลลิเมตร หรือ 0.00025 เซนติเมตร) ซึ่งหากเปรียบเทียบกันง่ายๆ เลยก็คือ เส้นผมคนเรายังมีขนาดเพียงแค่ 50-100 ไมครอน แต่อันนี้ 2.5 ไมครอนจะเล็กขนาดไหน และยิ่งถ้าสูดหายใจเข้าไปมากๆ ก็จะส่งผลอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ได้ ด้วยเหตุนี้เอง เครื่องฟอกอากาศจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นกับเรามากๆ ถ้าพักอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ

2. Type of Air Purifier Brands (ประเภทของยี่ห้อเครื่องฟอกอากาศ)

ปัจจุบันนี้มีเครื่องฟอกอากาศที่จำหน่ายอยู่ในบ้านเราหลายยี่ห้อเหลือเกิน ซึ่งหลักๆ ก็จะขอจำแนกประเภทของยี่ห้อเครื่องฟอกอากาศ ออกมาเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ แบรนด์แบบ OBM (Original Brand Manufacturer) และ OEM (Original Equipment Manufacturer) ลองมาดูความแตกต่างกันด้านล่างนี้ เลยดีกว่า

2.1 OBM – Original Brand Manufacturer (เจ้าของแบรนด์ผลิตสินค้าเอง)

Air Purifier Brand OBM Original Brand Manufacturer
OBM – Original Brand Manufacturer (เจ้าของแบรนด์ผลิตสินค้าเอง)

แบบแรกคือผู้ผลิตเครื่องฟอกอากาศในรูปแบบ “OBM หรือ Original Brand Manufacturer” เป็นแบรนด์ เครื่องฟอกอากาศที่เจ้าของแบรนด์เขาคิดค้นเทคโนโลยีเอง ผลิตเอง ทำการตลาดเอง และขายเอง โดยส่วนมากแล้วก็จะเป็นแบรนด์ หรือยี่ห้อ ที่พวกเรารู้จักคุ้นหูคุ้นตาในตลาดกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว อย่างเช่น ยี่ห้อ Sharp/ Hitachi/ Toshiba/ Panasonic/ Honeywell/ BlueAir/ Daikin ฯลฯ อีกมากมาย

ส่วนมากแล้ว แบรนด์เหล่านี้จะมีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตัวเอง หรืออาจจะเป็นโรงงานอื่นที่ผูกขาดการผลิตอยู่กับแบรนด์นี้อยู่ พูดง่ายๆ ก็คือ ผลิตให้เฉพาะ (Exclusive) แบรนด์นี้แบรนด์เดียวก็เป็นได้ครับ

2.2 OEM – Original Equipment Manufacturer (เจ้าของแบรนด์จ้างโรงงานอื่นผลิตสินค้าให้)

Air Purifier Brand OEM Original Equipment Manufacturer
OEM – Original Equipment Manufacturer (เจ้าของแบรนด์ข้างโรงงานอื่นผลิตสินค้าให้)

แบบที่ 2 คือเครื่องฟอกอากาศรูปแบบ “OEM (Original Equipment Manufacturer)” ซึ่งเครื่องฟอกอากาศประเภทนี้ ทางเจ้าของแบรนด์ ก็จะไปจ้างผลิตสินค้า กับโรงงานผลิตเครื่องฟอกอากาศที่เขาทำอยู่แล้วในต่างประเทศ

โดยส่วนมาก แล้วก็จะมีโรงงานในประเทศจีน หรือจากเกาหลีใต้ ที่รับทำสินค้าแบบ OEM กันเยอะ โดยเจ้าของแบรนด์ในเมืองไทย (หรือประเทศอื่นๆ) ก็จะนำเครื่องฟอกอากาศ มาตีแบรนด์สินค้า ที่เป็นชื่อที่ตัวเองคิดขึ้นมา ซึ่งเราก็อาจจะหาแบรนด์นี้ ได้เฉพาะในประเทศไทยที่นี่ที่เดียวเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน เราก็อาจจะเห็นสินค้าแบบเดียวกันนี้ ที่มีรูปทรง และฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ (ชนิดเหมือนกันเป๊ะ) ถูกจำหน่ายในประเทศอื่น แต่คนละยี่ห้อ หรือคนละสีกันก็เป็นได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น เครื่องฟอกอากาศที่ถูกผลิตขึ้นที่ประเทศเกาหลีใต้ยี่ห้อหนึ่ง ในประเทศไทยนั้น ถูกขายภายใต้ชื่อว่า Airbot แต่ในขณะที่ต่างประเทศ อย่างเช่นที่ประเทศฮ่องกงก็จะใช้ชื่อว่า Luva PureAir Plus ซึ่งฟังก์ชั่นหรืออะไรอื่นๆ เหมือนกันเป๊ะเลย แต่คนละสีกัน เป็นต้น

3. Room Size (ขนาดพื้นที่ห้อง)

Air Purifier Featured Image
เครื่องฟอกอากาศ (Air Purifier)

เรื่องนี้สำคัญมากๆ เพราะเราควรจะต้องเลือกเครื่องฟอกอากาศ ที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ห้องของเราด้วย โดยแต่ละตัวจะมีสเปคระบุชัดเจนอยู่แล้วว่า เครื่องฟอกอากาศเครื่องนี้รองรับพื้นที่กี่ตารางเมตร ซึ่งแน่นอนเราต้องคำนวณพื้นที่ของห้องเราก่อนที่จะไปซื้อ เพราะถ้าห้องมีขนาดใหญ่ แต่เครื่องฟอกอากาศมีขนาดเล็ก ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะนำมาใช้ (เหมือนเสียเงินไปฟรีๆ)

ข้อแนะนำ

“ทางที่ดี เราควรจะซื้อเครื่องฟอกอากาศ ที่รองรับพื้นที่ได้มากกว่าพื้นที่ห้องที่จะนำเครื่องฟอกอากาศไปวางจริงๆ ยกอย่างเช่นห้องเรามีขนาด 20 ตารางเมตร เราควรซื้อเครื่องฟอกอากาศที่รองรับพื้นที่ขนาด 25-30 ตารางเมตร เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพจากการฟอกอากาศจริงๆ”

4. Air Purifier Shapes (รูปทรงของเครื่องฟอกอากาศ)

รูปทรงของเครื่องฟอกอากาศ โดยหลักๆ จะมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ เครื่องฟอกอากาศทรงเหลี่ยม และ เครื่องฟอกอากาศทรงกระบอก (หรือทรงกลม)

Air Purifier Shape
เครื่องฟอกอากาศทรงเหลี่ยม (เครื่องซ้าย) และ เครื่องฟอกอากาศทรงกระบอก หรือทรงกลม (เครื่องขวา) (Square Shape Air Purifier and Cylinder or Round Shape Air Purifier)

4.1. Square Shape Air Purifier (เครื่องฟอกอากาศทรงเหลี่ยม)

สำหรับเครื่องฟอกอากาศทรงเหลี่ยม ซึ่งก็อาจจะเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือแม้แต่ ทรงกึ่งเหลี่ยม ที่อาจจะมีบางส่วนโค้งเว้า หักมุม ต่างๆ ก็เพื่อความสวยงาม จัดว่าเป็นรูปทรงยอดฮิตของเครื่องฟอกอากาศเลยก็ว่าได้

โดยส่วนมากแล้วมากแล้ว เครื่องฟอกอากาศทรงเหลี่ยมนั้น อากาศจะไหลเข้าตัวเครื่องในทิศทางเดียว (หรืออย่างมากก็ 2 ทิศทาง) ซึ่งเท่าที่เห็นส่วนมากก็จะเป็นด้านหลัง หรือด้านใต้ของตัวเครื่อง ในขณะที่ช่องอากาศออกก็มักจะอยู่ ทางด้านข้าง หรือบน ของตัวเครื่อง

4.2. Cylinder or Round Shape Air Purifier (เครื่องฟอกอากาศทรงกระบอก หรือทรงกลม)

ข้อได้เปรียบข้อเครื่องฟอกอากาศทรงกระบอก คือ อากาศสามารถที่จะไหลเข้าเครื่องได้จากรอบๆ ตัว แบบทุกทิศทุกทาง (360 องศา) ในขณะที่อากาศออก ก็จะออกทางด้านข้าง หรือด้านบนของตัวเครื่อง ซึ่งรูปทรงแบบนี้ จะมีมิติในการฟอกอากาศมากกว่า เครื่องฟอกอากาศทรงเหลี่ยม

5. Air Filter Types (ชนิดของแผ่นกรองอากาศ)

หัวใจสำคัญที่สุดของเครื่องฟอกอากาศ ก็คือ แผ่นกรองอากาศ (Air Filter) นั่นเอง โดยส่วนมาก เครื่องฟอกอากาศ จะมีแผ่นกรองอากาศหลักๆ อยู่ทั้งหมดประมาณ 2-3 แผ่นด้วยกัน (บางเครื่องอาจจะมากถึง 4-5 แผ่นก็มี) แต่โดยหลักๆ แล้ว (เกือบ 100%) ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องฟอกอากาศ ก็จะมีแผ่นกรองอากาศ ดังต่อไปนี้

5.1 Pre Filter (แผ่นกรองอากาศชั้นต้น)

แผ่นกรองอากาศชนิดนี้ บางยี่ห้ออาจเรียกว่า แผ่นกรองหยาบ หรือ แผ่นกรองชั้นแรก หรือ แผ่นกรองชั้นนอก (มีหลายชื่อเหลือเกิน แล้วแต่ผู้ผลิตจะเรียก) โดยตำแหน่งของมันจะอยู่ชั้นนอกสุด

โดยลักษณะจะเป็นแผ่นตาข่ายขนาดเล็ก ถึงปานกลาง ที่ถูกเย็บแบบถี่ๆ หรือบางรุ่นบางยี่ห้อ ก็จะเป็น แผ่นฟองน้ำบางๆ หรือบางรุ่นบางยี่ห้อ ก็มีทั้งคู่เลย (ทั้งแผ่นกรองตาข่าย และแผ่นฟองน้ำ) มีหน้าที่เอาไว้กรอง หรือดักจับฝุ่นละอองขนาดใหญ่ เอาไว้ชั้นนึงก่อนที่จะเข้าไปยังแผ่นกรองอากาศ HEPA เป็นลำดับต่อไป โดยส่วนมากแล้ว แผ่นกรองอากาศชนิดนี้จะสามารถนำมาล้างทำความสะอาดได้ และถ้าเป็นแผ่นฟองน้ำ ก็สามารถนำไปซักได้เช่นกัน

5.2 HEPA Filter (แผ่นกรองอากาศ HEPA)

แผ่นกรองอากาศ HEPA (ย่อมาจากคำว่า “High Efficiency Particulate Air” หรือ “High Efficiency Particulate Absorption“) เป็นแผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง ที่มีความสามารถในการกรองฝุ่นขนาดเล็กมากๆ (หรือฝุ่นละออง PM 2.5) ได้ โดยคุณสมบัติแผ่นกรองชนิดนี้คือ กรองฝุ่นขนาดเล็กมากถึง 2.5 ไมครอน (μm) ได้ รวมไปถึงกรองเชื้อรา แบคทีเรีย มลพิษต่างๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศได้เป็นอย่างดี

Air Purifier HEPA Filter Warning
แผ่นกรองอากาศ HEPA บางแผ่น จะมีข้อความแจ้งเตือนว่าห้ามนำไปล้าง หรือซัก (Do Not Wash)

วิธีการสังเกตง่ายๆ คือ จะเป็นแผ่นที่มีร่องลึกๆ อยู่ลักษณะเป็นขุยๆ หน่อย โดยส่วนมากแล้วทางผู้ผลิตจะไม่แนะนำให้ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำ เพราะจะทำให้แผ่นกรองเปื่อย และเสื่อมสภาพได้เร็วขึ้น แต่ก็มีส่วนน้อยที่ยอมให้นำไปล้างน้ำได้ (แต่ก็ห้ามใช้ผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาดใดๆ อยู่ดี) (รายละเอียดของ แผ่นกรองอากาศ HEPA เพิ่มเติม)

5.3 Carbon Filter หรือ Deodorizing Filter (แผ่นกรองคาร์บอน)

แผ่นกรองคาร์บอน หรือ แผ่นกรองกลิ่น มีหน้าที่ใช้กรองกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สารฟอลมาลดีไฮด์ สารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs ย่อมาจากคำว่า “Volatile Organic Compounds“) อย่างเช่นกลิ่นสี กลิ่นย้ำยาย้อมผอม น้ำยาทาเล็บ ของคุณสุภาพสตรี รวมไปถึง กลิ่นควันบุหรี่ กลิ่นสารเคมี กลิ่นก๊าซ กลิ่นอาหาร กลิ่นตด และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยวิธีการสังเกตง่ายๆ ของแผ่นกรองอากาศชนิดนี้คือ คือสีของแผ่นกรอง จะเป็นสีเข้มๆ ดำๆ หน่อย เพราะมันมีส่วนผสมของ “ถ่าน (Carbon)” นั่นเอง บางทีเอาแผ่นกรองชนิดนี้มาเขย่าๆ อาจได้ยินเสียงเม็ดถ่านอยู่ข้างในก็ได้ (อันนี้แล้วแต่ผู้ผลิตจะทำออกมา)

ข้อมูลเพิ่มเติม

“เครื่องฟอกอากาศบางรุ่น หรือบางยี่ห้อ จะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับกลิ่นไม่พึงประสงค์ (Odor Sensor หรือ Smell Detector) เพื่อปรับความแรงของพัดลมดูดอากาศ ให้แรงขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อกำจัดกลิ่นให้หายไปโดยเร็วที่สุด”

5.4 All-in-One Air Filter (แผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน – รวมทั้งหมด)

แผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน (All-in-One Air Filter) หรือ แผ่นกรองอากาศแบบรวมทั้งหมด ส่วนมากจะเห็นได้ในเครื่องฟอกอากาศที่มีราคาถูกหน่อย หรือไม่ก็เครื่องฟอกอากาศที่มีขนาดของตัวเครื่องไม่ใหญ่มาก อย่างเช่น เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ (Car Air Purifier) หรือเครื่องฟอกอากาศในบ้านที่รองรับพื้นที่ได้น้อยๆ แบบไม่เกิน 25 ตารางเมตร เป็นต้น

โดยแผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน จะเป็นการรวมแผ่นกรองทั้งหมดเข้าไว้ในแผ่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น แผ่นกรองอากาศชั้นต้น แผ่นกรองอากาศ HEPA แผ่นกรองคาร์บอน หรือ แผ่นกรองอื่นๆ (ถ้ามี) ซึ่งทางผู้ผลิตก็จะจัดเรียงลำดับชั้นของการกรองให้เสร็จสรรพ เพื่อความสะดวกในการติดตั้งใช้งาน และง่ายต่อการดูแลรักษา รวมไปถึงการจัดจำหน่ายด้วยเช่นกัน

ด้านการดูแลรักษาก็ง่ายๆ คือ “ไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย” เพราะโดยส่วนมากแล้ว จะแกะ หรือรื้อออกมาก็ไม่ได้เลย ซึ่งก็ไม่สามารถนำไปล้างน้ำ หรือไปซักได้เลย เพราะภายในมีแผ่นกรองหลายชนิดอยู่ เกรงว่าจะเสื่อมประสิทธิภาพลงอย่างรวดเร็ว ข้อแนะนำคือ เมื่อถึงอายุการใช้งานที่ทางผู้ผลิตระบุเอาไว้ก็ต้อง “เปลี่ยนสถานเดียว

6. Purifying Functions (ฟังก์ชั่นเสริมที่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ)

เท่าที่เห็นมาเครื่องฟอกอากาศหลายเครื่องจะมี ฟังก์ชั่นเสริมที่ช่วยในการฟอกอากาศอีก เพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่ผลิตภัณฑ์ อย่างเช่น

6.1. UV Sterilizing Lamp (หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค)

Air Purifier UV Sterilizing Lamp
หลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค (UV Sterilizing Lamp) ที่อาจมีอยู่ในเครื่องฟอกอากาศบางรุ่น บางยี่ห้อ

หลอดไฟปล่อยแสง UV (สีจะออกม่วงๆ หน่อย) ถูกติดตั้งอยู่ด้านในของตัวเครื่องฟอกอากาศ ซึ่งเป็นรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ที่อยู่ในแสงแดด โดยส่วนมากแล้ว เขาจะใช้รังสี UV ประเภท UVC ที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคอย่าง เชื้อแบคทีเรีย หรือ เชื้อราที่ลอยอยู่ในอากาศ ได้เป็นอย่างดี

ข้อดี 🙂

  • ช่วยกำจัด และฆ่าเชื้อโรค เชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา หรือแม้แต่ เชื้อแบคทีเรีย ที่ลอยอยู่ในอากาศให้อีกแรง (ช่วยกันกับแผ่นกรองอากาศต่างๆ)

ข้อเสีย 🙁

  • มีค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น เพราะหลอดไฟ UV ฆ่าเชื้อโรค เมื่อใช้ไปนานๆ หลอดอาจจะขาดได้ ต้องเปลี่ยนใหม่ และส่วนมากก็ถอดเปลี่ยนเองยากอีก และเป็นหลอดเฉพาะรุ่นของมัน ซึ่งอาจจะต้องส่งศูนย์บริการกันเลยทีเดียว
  • การมองหลอดไฟ UV ที่กำลังสว่างอยู่ อาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ (ในกรณีที่เครื่องฟอกอากาศไม่มีเซ็นเซอร์การเปิดฝาเครื่อง)

6.2 IONIZER (ตัวปล่อยไออน)

Air Purifier ANION or Negative Ion Generator Pins
ภาพตัวอย่าง เข็มปล่อยไอออนประจุไฟฟ้าลบ (ANION หรือ Negative Ion Generator Pins)

ฟังก์ชั่นนี้ไม่ได้มีส่วนช่วยในการกรองอากาศแต่อย่างใด แต่มันมีส่วนในการเรียกฝุ่นขนาดเล็กมากๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศให้เข้ามาใกล้ๆ กับตัวเครื่องฟอกอากาศ ด้วยการ ปล่อยประจุไฟฟ้าลบ (ANION หรือ Negative Ion) ออกไปในอากาศ ผ่านทางเข็มปล่อยประจุ (ส่วนมากเราจะไม่เห็นหรอก เพราะมันอยู่ภายในตัวเครื่อง)

และเมื่อฝุ่นลอยเข้ามาใกล้ๆ เครื่องฟอกอากาศ มันก็จะถูกพัดลมดูดอากาศ ดูดเข้าไปในเครื่องอีกที พูดง่ายๆ คือคือ ตัวปล่อยประจุไฟฟ้าลบนี้มีหน้าที่ “เรียกแขก” หรือ “เรียกฝุ่นเข้ามาใกล้ๆ เครื่องฟอกอากาศ” นั่นเอง

หมายเหตุ : เทคโนโลยีการปล่อยประจุไฟฟ้าเข้าไปในอากาศนี้ ในแต่ละยี่ห้อจะมีชื่อเฉพาะของเขาอยู่ ซึ่งก็จะเป็นชื่อทางการค้าของเขา ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า Sharp จะเทคโนโลยีนี้ว่า พลาสม่าคลัสเตอร์ (Plasmacluster) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรเฉพาะจาก Sharp เท่านั้น หลักการคร่าวๆ คือมันจะปล่อยไอออนทั้งประจุไฟฟ้าลบ (-) และประจุไฟฟ้าบวก (+) ออกมาพร้อมๆ กันเพื่อเป็นการทำลายผนังของเซลล์เชื้อรา เชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย (Bacteria) ซึ่งก็จะส่งผลทำให้อากาศสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก นั่นเอง

ในขณะที่ฝั่ง แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า LG จากแดนกิมจิประเทศเกาหลี ก็จะมีชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกเทคโนโลยีนี้ว่า พลาสมาสเตอร์ ไอออไนส์เซอร์ พลัส (Plasmaster Ionizer Plus) เป็นต้น

ข้อดี 🙂

  • เรียกฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่ลอยอยู่ไกลๆ ให้ลอยเข้ามาอยู่ใกล้ๆ เครื่องฟอกอากาศ ก่อนจะถูกดูดเข้าไปอีกที

ข้อเสีย 🙁

  • มีค่าบำรุงรักษาที่เพิ่มขึ้น เพราะเข็มปล่อยประจุไฟฟ้า ที่อยู่ภายในตัวเครื่องอาจจะเสียได้ตามอายุการใช้งาน

7. Nonpurifying Functions (ฟังก์ชั่นเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ)

สำหรับเครื่องฟอกอากาศรุ่น บางยี่ห้อ ก็ยังได้เสริมเอาความสามารถ หรือฟังก์ชั่นอื่นๆ เข้าไปอีก โดยความสามารถเหล่านี้ ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการฟอกอากาศเลย อาทิ

7.1 Humidification Function (ฟังก์ชั่นการเพิ่มความชื้นในอากาศ)

เครื่องฟอกอากาศที่มีฟังก์ชั่นนี้ จะมีถังน้ำขนาดใหญ่ อยู่ภายในตัวเครื่อง (ต้องเติมน้ำก่อนใช้งาน) เพื่อที่จะค่อยๆ ปล่อยละอองน้ำออกมาในอากาศ เพื่อไม่ให้อากาศอยู่ในสภาวะที่แห้งจนเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่ผิวแห้ง หรือผู้ที่เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตกบ่อยๆ (มีเลือดกำเดาออกบ่อยๆ)

โดยเครื่องฟอกอากาศชนิดนี้มักจะมีเซ็นเซอร์วัดความชื้น (Humidity Sensor) อยู่ภายในด้วย เพื่อคำนวณการปล่อยไอน้ำออกมาให้เหมาะสมกับระดับความชื้นภายในห้องเพื่อความสบายของผู้อยู่อาศัย แต่ในขณะเดียวกันจะเราก็จะต้องหมั่นตรวจสอบปริมาณน้ำในถังบ่อยๆ ด้วยว่าน้ำหมดถังแล้วหรือยัง

การที่น้ำในถังจะลดช้า หรือลดเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระดับความชื้นในอากาศ ถ้าความชื้นในอากาศมาก น้ำในถังก็จะลดช้า เช่นตอนฝนตก เครื่องก็จะไม่ปล่อยน้ำในถังออกมา เพราะมีความชื้นในอากาศสูงอยู่แล้ว แต่ถ้าช่วงไหนที่อากาศแห้งๆ หน่อย อย่างเช่นหน้าหนาวน้ำในถังก็จะลดลงเร็ว เพราะความชื้นอยู่ในระดับต่ำ

ข้อดี 🙂

  • ช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้อากาศไม่แห้ง ส่งผลให้ผิวไม่แห้ง ผิวไม่แตก ลดโอกาสการเกิดเลือดกำเดาไหล
  • ภายในเครื่องฟอกอากาศจะต้องมีเซ็นเซอร์วัดความชื้น เพื่อส่งข้อมูลไปประมวลผลในการปล่อยละอองน้ำออกมาจากตัวเครื่องให้เหมาะสมกับสภาพอากาศปัจจุบันด้วย และส่วนมากมักจะมีหน้าจอแสดงความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเป็นตัวเลข หรือเป็นสีที่สื่อความหมาย พูดง่ายๆ คือเหมือนได้ เครื่องวัดความชื้นในอากาศ ไปในตัว

ข้อเสีย 🙁

  • ต้องหมั่นเติมน้ำในถังน้ำบ่อยๆ (การที่จะเติมบ่อยหรือไม่บ่อย ก็ขึ้นอยู่สภาพอากาศในขณะนั้นว่ามีความชื้นมากน้อยเพียงใด)
  • ต้องหมั่นทำความสะอาดถังน้ำบ่อยๆ ด้วย เพราะเมื่อใช้ไปเรื่อยๆ ภายในถังจะมีลักษณะของมูกเหนียวๆ อยู่ (ทั้งๆ ที่ใช้น้ำกรองแล้วก็ยังมีมูกอยู่)
  • ราคาค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่า เนื่องจากมีอุปกรณ์ที่ใช้มากกว่าเช่น ถังน้ำ ชุดถาดทำไอน้ำ หรือแม้แต่ แผ่นกรองไอน้ำ (ที่มีอายุการใช้งานเหมือนกัน)

7.2 Dehumidification Function (ฟังก์ชั่นการลดความชื้นในอากาศ)

ฟังก์ชั่นนี้ยังคงมีถังน้ำอยู่ภายในตัวเครื่องฟอกอากาศเช่นกัน แต่ว่าเป็นถังน้ำเปล่า (ไม่ต้องเติมน้ำก่อนใช้งาน) โดยหน้าที่หลักๆ จะ ตรงกันข้ามกับ การเพิ่มความชื้นในอากาศ (ข้อ 4.1) อย่างสิ้นเชิง เพราะหน้าที่ของมันคือการดูดเอาไอน้ำในอากาศ (ดูดความชื้น) เข้าไปเก็บภายถังน้ำ และเราจะต้องคอยหมั่นนำเอาน้ำในถังไปเททิ้งอีกด้วย

โดยความชื้นนั้นเกิดมาจากการคายน้ำของพืชรอบๆ หรือแม้แต่ในช่วงฝนตก (หรือฝนหยุดตกใหม่ๆ) หรือแม้แต่ห้องน้ำที่อยู่ภายในห้องนอน หลังอาบน้ำเสร็จ (ถ้าไม่เช็ดห้องน้ำให้แห้ง) ก็อาจจะมีความชื้นสะสมอยู่ในปริมาณมากด้วยเช่นกัน

ข้อดีของฟังก์ชั่นนี้ก็คือ มันจะช่วยดูดความชื้นที่อยู่ในอากาศออกไป เพราะการมีความชื้นภายในห้องมากๆ จะส่งผลเสียให้กับข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า อาจขึ้นราได้ แถมยังเป็นสภาพแวดล้อมชั้นดีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จะมาอาศัยอยู่กับเราได้ ในด้านสุขภาพก็อาจจะรู้สึกร้อนอบอ้าว เหงื่อออกง่าย ครั่นเนื้อครั่นตัว แต่การมีฟังก์ชั่นการลดความชื้นในอากาศนี้ จะทำให้เราสบายตัวมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

หมายเหตุ : ฟังก์ชั่นการลดความชื้นในอากาศ ของเครื่องฟอกอากาศนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีหลายวิธีเช่น การเปิดแอร์ เพราะนอกจากที่มันจะทำความเย็นแล้ว มันก็ยังสามารถช่วยลดความชื้นในอากาศได้ด้วยเช่นกัน (ความชื้น หรือไอน้ำในอากาศจะถูกดูดเข้ามา และถูกปล่อยออกทางท่อน้ําทิ้งแอร์ นั่นเอง)

ข้อดี 🙂

  • ช่วยลดความชื้นในอากาศที่อาจจะมีมากเกินไป อันเป็นสาเหตุของการเกิดเชื้อราบนข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน หรือแม้แต่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย
  • ภายในเครื่องฟอกอากาศจะต้องมีเซ็นเซอร์วัดความชื้น เพื่อส่งข้อมูลไปประมวลผลในการดักจับความชื้น (น้ำ) ในอากาศ และส่วนมากมักจะมีหน้าจอแสดงความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเป็นตัวเลข หรือเป็นสีที่สื่อความหมาย เรียกได้ว่าเหมือนได้ เครื่องวัดความชื้นในอากาศ ไปในตัว

ข้อเสีย 🙁

  • ต้องคอยหมั่นนำน้ำไปเททิ้ง (การที่เทน้ำในถังทิ้งบ่อย หรือไม่บ่อย ก็ขึ้นอยู่สภาพอากาศในขณะนั้นว่ามีความชื้นมากน้อยเพียงใด)
  • ราคาค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่า เนื่องจากมีอุปกรณ์ที่ใช้มากกว่าเช่นกัน

7.3 Mosquito Catching Function (ฟังก์ชั่นการดักยุง)

Air Purifier Glue Sheet
แผ่นกาวดักยุง (Glue Sheet)

ฟังก์ชั่นนี้เห็นจะมี เครื่องฟอกอากาศ ของ Sharp ที่ผลิตขึ้นมาเป็นตัวแรกของโลก (ดูรายละเอียดรีวิว เครื่องฟอกอากาศดักยุงของ Sharp บนทาง Thanop.com) โดยมันเป็นการนำเอาสิ่งที่เครื่องฟอกอากาศทั่วๆ ไปมีอยู่แล้ว มาต่อยอดด้วยการเพิ่มความสามารถบางอย่างเข้าไป เพื่อให้มันมีความสามารถในการดักยุงได้นั่นเอง โดยหลักการของมันก็คือ มันจะต้องมีองค์ประกอบต่างๆ ดังต่อไปนี้

Sharp FP-FM40B-B Catch Panel with Glue Sheet Installing
ขณะกำลังติดตั้ง แผ่นกาวดักยุง (Glue Sheet) ลงไปใน แผงดักยุง (Catch Panel) ต้องดึงแผ่นพลาสติกออกก่อนใช้งาน
  1. UV Light (มีแสงยูวีดึงดูดยุง) : เนื่องจากยุงเป็นสัตว์ที่ชอบสีของหลอดไฟ UV (สังเกตได้จากเครื่องดักยุงทั้งหลาย ที่จะใช้หลอดไฟ UV) มาเป็นตัวล่อยุงให้เข้ามาใกล้ๆ ตัวเครื่อง
  2. Black Color (ตัวเครื่องเป็นสีดำ) : อีกหนึ่งจุดที่ยุงชอบไปอาศัยอยู่มากๆ เลยคือที่มืดๆ ลับตา ทางผู้ผลิตเครื่องฟอกอากาศดักยุง จึงมักจะให้ตัวเครื่องเป็นสีดำ เพื่อเป็นอีก 1 ปัจจัยในการล่อยุงเข้ามา
  3. Powerful Airflow (ดูดยุงเข้าไปด้านในเครื่องด้วยพัดลมดูดอากาศพลังสูง) : ข้อนี้ถือเป็นการใช้สิ่งที่เครื่องฟอกอากาศมีอยู่แล้วมาต่อยอดนั่นเอง เพราะว่าปกติแล้ว เครื่องฟอกอากาศจะต้องดูดอากาศเข้าไปภายในเครื่องอยู่แล้ว อันนี้ก็ถือโอกาสดูดยุงเข้ามาด้วยซะเลย
  4. Glue Sheet (แผ่นกาวดักจับยุง) : และเมื่อยังถูกดูดเข้ามาด้านหลังของตัวเครื่องแล้ว จะพบกับแผ่นกาวดักจับยุง อยู่ ซึ่งสาเหตที่ไม่ใช้ไฟฟ้าช็อตยุงให้ตาย ก็เพราะเหตุผลเรื่องของความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน เด็ก และสัตว์เลี้ยงนั่นเอง

ข้อดี 🙂

  • ช่วยลดปริมาณยุงในห้องพัก ทั้งยุงรําคาญ ยุงลาย ฯลฯ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า “ยุง” ก็เป็นพาหะของการเกิดโรคร้ายที่อันตรายถึงชีวิตอาทิ โรคไข้เลือดออก (Dengue Hemorrhagic Fever) โรคไข้มาลาเรีย (Malaria) โรคเท้าช้าง (Elephantiasis) หรือแม้แต่ โรคไข้ซิกา (Zika Fever)

ข้อเสีย 🙁

  • ราคาค่าบำรุงรักษาจะสูงกว่า เพราะต้องเปลี่ยนแผ่นกาวดักจับยุงอยู่บ่อยๆ โดยอายุการใช้งานของมันก็อยู่ประมาณ 1 เดือน แล้วก็ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะมิเช่นนั้นประสิทธิภาพการดักจับยุงก็จะลดลง (เพราะกาวมันไม่เหนียวแล้ว)

8. Additional Convenience Functions (ฟังก์ชั่นเสริมเพื่อความสะดวกสบายอื่นๆ)

ความสามารถเสริมเหล่านี้ ก็เป็นฟังก์ชั่นที่ถูกเพิ่มเข้ามาให้ผู้ใช้งาน ซึ่งเครื่องฟอกอากาศในบางรุ่น บางยี่ห้อก็มี บ้างก็ไม่มี อันนี้ก็แล้วแต่ว่าเขาจะใส่มาให้หรือเปล่า ขึ้นอยู่กับราคาของเครื่องด้วยเช่นกัน

8.1. Child Lock Function (ฟังก์ชั่นป้องกันเด็ก)

Air Purifier Child Lock Function
ฟังก์ชั่นป้องกันไม่ให้เด็กมากดปุ่มเล่น (Child Lock Function) ของ เครื่องฟอกอากาศ Sharp

ฟังก์ชั่นนี้จะมาในลักษณะของปุ่มกด ที่คุณจะต้องกดค้างเอาไว้นานประมาณ 3-5 วินาที เพื่อทำการล็อคเครื่องไม่ให้สามารถกดปุ่มอะไรใดๆ ได้อีกเลย

โดยหลังจากกดปุ่มนี้ไปแล้ว ทุกปุ่มจะเพิกเฉย และไม่ตอบสนองใดๆ ต่อการกดปุ่มต่างๆ บนตัวเครื่องของคุณ จนกว่าจะไปกดปุ่มเดิมค้างเอาไว้ประมาณ 3-5 วินาที ซ้ำอีกครั้ง เพื่อยกเลิกฟังก์ชั่นนี้

สำหรับประโยชน์ของมันก็คือ ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กมากดปุ่มเล่นบนตัวเครื่องนั่นเอง เช่น กดปุ่มโน้นที ปุ่มนี้ที

และนอกจากนอกจากนี้แล้ว เครื่องฟอกอากาศ รุ่นใหม่ๆ ที่มีความสามารถควบคุมเครื่องผ่านแอปพลิเคชัน ได้ ก็สามารถเปิดฟังก์ชั่นนี้ ผ่านแอปพลิเคชันได้อีกด้วยเช่นกัน

8.2. Sleep Mode or Night Mode (โหมดนอนหลับ หรือ โหมดกลางคืน)

Air Purifier Sleep Mode and Timer Function
โหมดนอนหลับ และ ฟังก์ชั่นป้องกันไม่ให้เด็กมากดปุ่มเล่น (Sleep Mode and Timer Function) ของเครื่องฟอกอากาศ MITSUTA รุ่น MAP450

เครื่องฟอกอากาศที่เห็นอยู่ในท้องตลาดหลายๆ รุ่น หลายๆ ยี่ห้อ ก็จะมีออปชั่นให้กดปุ่มเปิดโหมดนอนหลับ (บางรุ่นอาจจะเรียกว่า “โหมดกลางคืน”) มาให้ด้วย ซึ่งส่วนมากแล้ว การเปิดโหมดนอนหลับ จะช่วยให้เครื่องฟอกอากาศรบกวนคุณในขณะนอนหลับน้อยลง อย่างเช่นไฟต่างๆ บนตัวเครื่องจะดับ หรือหรี่ลง และนอกจากนี้แล้วพัดลมดูดอากาศ ก็จะทำงานในระดับที่ต่ำลงอีกด้วย (เสียงเครื่องจะเบาลง)

8.3. Timer Function (ฟังก์ชั่นตั้งเวลาปิดเครื่องล่วงหน้า)

เครื่องฟอกอากาศบางรุ่น บางยี่ห้อ ก็มีออปชั่นให้เราสามารถตั้งเวลาปิดเครื่องล่วงหน้าได้ (แต่สั่งเปิดเครื่องล่วงหน้ายังไม่ค่อยเจอเท่าไหร่) เช่น ต้องการให้เครื่องหยุดทำงานโดยอัตโนมัติในอีกครึ่งชั่วโมง หรือ 1/ 2/ 4/ 8 ชั่วโมง อะไรแบบนี้เป็นต้น ซึ่งบางรุ่น ก็มีช่วงเวลาให้ตั้งเวลาปิดเครื่องล่วงหน้ายาวไปถึง 24 ชั่วโมงเลยก็มี โดยเครื่องฟอกอากาศ ก็จะทำการนับเวลาถอยหลังทันทีที่กด ปุ่มตั้งเวลาปิดเครื่องล่วงหน้า (ปุ่ม Timer)

หมายเหตุ : ถ้าเป็นเครื่องฟอกอากาศที่สามารถสั่งงานด้วยแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สาย Wi-Fi ได้อาจจะมีฟังก์ชั่นให้ตั้งเวลาเปิดเครื่องล่วงหน้าได้ด้วย พูดง่ายๆ คือมีทั้งสั่งเปิดเครื่อง และปิดเครื่อง เลย

9. Brand and Product Reliability (ความน่าเชื่อถือของยี่ห้อสินค้า และผลิตภัณฑ์)

เนื่องจากเครื่องฟอกอากาศ ถือเป็นสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ (Health Product) ดังนั้นก่อนที่จะซื้อหา ก็ควรที่จะศึกษาหาข้อมูลของทางผู้ผลิตสักนิดนึง เพื่อให้เราได้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในราคาที่คุ้มค่ามากที่สุด โดยปัจจัยในการพิจารณา มีหลักๆ อยู่ 3 ข้อดังต่อไปนี้

  1. Brand (ยี่ห้อสินค้า) : ถือเป็นปัจจัยแรกๆ ที่ผู้ที่สนใจจะซื้อเครื่องฟอกอากาศ มักจะตั้งคำถามว่า “เครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี ?” ซึ่งโดยมากแล้ว ความสามารถต่างๆ ขอให้เน้นดูจากความน่าเชื่อถือของแบรนด์เป็นหลัก และการบริการหลังการขายจะดีกว่า เพื่อความสบายใจของลูกค้า
  2. Verified and Test by Labs (การรับรองจากสถาบันทดสอบ) : เครื่องฟอกอากาศส่วนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากเป็นแบรนด์ที่เราไม่ค่อยรู้จัก ผู้ผลิตเขามักจะโชว์ผลการทดสอบ และผลการรับรองจากสถาบันทดสอบชั้นนำที่เป็นกลางในด้านต่างๆ เช่น ผลการทดสอบการกำจัดกลิ่น การกรองฝุ่น การกำจัดเชื้อโรค และอื่นๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นการสแกนใบรับรองเข้ามาแบบดิบๆ เพื่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทย ถ้าหากพอมีเวลา ก็ลองแปลด้วย Google Translate ดู พร้อมค้นหาชื่อสถาบันทดสอบดูสักหน่อย ว่ามีตัวตนอยู่จริงหรือไม่
  3. Product Warranty (การรับประกันสินค้า) : ส่วนมากเครื่องฟอกอากาศจะรับประกันเฉพาะตัวเครื่อง และมอเตอร์ของพัดลมดูดอากาศ โดยมากแล้วก็จะไม่เกิน 1-2 ปี จะไม่รับประกันในส่วนของแผ่นกรองอากาศต่างๆ เพราะถือเป็นวัสดุสิ้นเปลือง

10. Air Purifier Maintenance (การดูแลรักษาเครื่องฟอกอากาศ)

การดูแลเครื่องฟอกอากาศส่วนมาก ถ้าเป็นเครื่องฟอกอากาศธรรมดาทั่วไป ก็จะเป็นการทำความสะอาด แผ่นกรองอากาศ เสียมากกว่า แต่สำหรับเครื่องฟอกอากาศที่มี ฟังก์ชั่นเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการฟอกอากาศ (Nonpurifying Functions) ก็อาจจะมีการดูแลรักษาเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย ลองดูจากตารางด้านล่างนี้เลย

ประเภท
(Type)
การทำความสะอาด
(Cleaning Method)
รอบการทำความสะอาด โดยเฉลี่ย
(Average Cleaning Cycle)
การเปลี่ยน
(Replacement Cycle)
แผ่นกรองอากาศชั้นต้น
(Pre-Filter)
ใช้น้ำสะอาดล้าง และผ้าเช็ดให้แห้ง 1-2 เดือน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
(ถ้าตาข่าย หรือแผ่นฟองน้ำ ไม่ขาด)
แผ่นกรองอากาศ HEPA
(HEPA Filter)
นำมาดูดฝุ่น หรือ แปรงปัดตามร่องของมัน แล้วเคาะๆ เพื่อให้เศษฝุ่นละอองที่เกาะอยู่หลุดออกไป

ขณะที่บางรุ่น บางยี่ห้อ สามารถนำมาแช่น้ำเปล่าทิ้งไว้ได้ ประมาณ 4-5 ชั่วโมง และนำมาตากแดดให้แห้ง (ต้องอ่านคำแนะนำดีๆ)

(ห้ามใช้สบู่ หรือ น้ำยาทำความสะอาดใดๆ มาล้าง มิเช่นนั้น แผ่นกรองฯ จะเปื่อย และเสื่อมสภาพเร็ว)

4-6 เดือน เปลี่ยนทุกๆ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน และสถานที่ตั้งของเครื่องฟอกอากาศ
แผ่นกรองคาร์บอน
(Carbon Filter)
นำมาเคาะๆ แปรงปัดฝุ่นมาปัด หรือ เครื่องดูดฝุ่น มาดูด

(ห้ามใช้นำล้างเด็ดขาด !)

4-6 เดือน เปลี่ยนทุกๆ 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน และสถานที่ตั้งของเครื่องฟอกอากาศ
แผ่นกรองอากาศแบบออลอินวัน
(All-in-One Air Filter)
เปลี่ยนทุกๆ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน และสถานที่ตั้งของเครื่องฟอกอากาศ

(ในระหว่าง 1-2 เดือน อาจนำมาทำความสะอาดได้ด้วยการ ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดที่ตัวแผ่นกรองฯ หรือ เคาะตบเบาๆ กับมือตัวเอง ให้ฝุ่นคลุ้ง ซึ่งควรทำภายนอกอาคาร แต่ห้ามใช้นำล้างเด็ดขาด !)

ถังน้ำ
(Water Tank)
  • เติมน้ำสะอาดให้เต็มถัง
    (สำหรับเครื่องฟอกอากาศที่มีระบบเพิ่มความชื้นในอากาศ)
  • เทน้ำในถังทิ้ง
    (สำหรับเครื่องฟอกอากาศที่มระบบดูดความชื้นในอากาศ)
  • ล้างคราบสกปรกในถังน้ำ
3-7 วัน
(ขึ้นอยู่กับปริมาณความชื้นในอากาศ)
ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน
(ถ้าถังน้ำไม่ได้ชำรุด)
แผ่นกาวดักจับยุง
(Glue Sheet)

ต้องเปลี่ยนทุกๆ 1-2 เดือน ขึ้นอยู่กับปริมาณยุง ที่ติดอยู่ที่ตัวแผ่นกาว

ทบทวนภาพรวม
ความจำเป็นที่ต้องมีเอาไว้ครอบครอง
7.5
การประหยัดไฟในภาพรวม
9
ความง่ายในการดูแลรักษา
7
บทความก่อนหน้านี้Ambi Climate 2 รีโมทแอร์อัจฉริยะ ควบคุมแอร์บ้านด้วยเทคโนโลยี AI สั่งผ่านมือถือได้
บทความถัดไปBISSELL MultiReach Ion XL 36V เครื่องดูดฝุ่นไร้สายอเนกประสงค์ ดูดพื้น โซฟา ดูดหยากไย่บนเพดาน
Thanop.com Founder + Thaiware.com Co-Founder + Business Director, Cloud Business Co.,Ltd. + Former Committee Thai Webmaster Association

3 ความคิดเห็น

  1. ขอใบเสนอราคาเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กราคาประมาณ 2000 บาท คะ

  2. รีวืวได้ละเอียดมากครับ ตอนนี้ระหว่างรอของก็หารีวิวไปเรื่อยๆ ก่อน ขอบคุณมากครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here