iRobot Roomba j7 Plus

iRobot Roomba j7 Plus Share
หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus

กลับมาพบกันอีกแล้ว กับการรีวิว หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot จากประเทศสหรัฐอเมริกา (USA) นั่นก็คือ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus (หรือ j7+) เป็นหุ่นยนต์ตัวที่ 5 แล้วจาก ค่าย iRobot ที่ได้มารีวิวบนเว็บไซต์ Thanop.com และจัดว่าเป็นรุ่นระดับสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีเด่น ๆ จาก iRobot มากมาย อาทิ เทคโนโลยีกล้องนำทางอัจฉริยะ PrecisionVision ทำให้หุ่นยนต์สามารถเดินหลบเลี่ยงอุปสรรคบนพื้น อาทิ กองมูลของสัตว์เลี้ยง รวมไปถึงสายไฟ หรือวัตถุต่างๆ ที่กองอยู่บนพื้นได้ดี (ใครที่เคยใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นมาแล้ว จะรู้ว่า นี่คือปัญหาใหญ่มาก !) โดยตัวนี้ได้ถูกปรับปรุง ให้เดินทำความสะอาดได้ทั่วบ้าน โดยไม่สะดุดติดอยู่กับอุปสรรคใดๆ

และนอกจากนี้แล้ว ความสามารถที่โดดเด่นอีกหนึ่งอย่างคือ การกำจัดสิ่งสกปรกจากกล่องใส่ขยะฝุ่นละอองได้เองอัตโนมัติ (Automatic Dirt Disposal) ทำให้คุณไม่ต้องนำฝุ่นไปทิ้งถังขยะบ่อยๆ ความพิเศษที่ทำให้คุณไม่ต้องกำจัดฝุ่นเองบ่อยๆ อยู่ตรงที่ตัวแท่นชาร์จ ที่ได้รับการออกแบบมา ให้มีชิ้นส่วนที่สามารถดูดจากตัวหุ่นมาเก็บไว้ในตัวมันเอง โดยที่ฝุ่นสกปรกจากตัวหุ่นจะถูกถ่ายมาเก็บไว้ใน ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง (Dirt Disposal Bag) ที่อยู่ภายในแท่นชาร์จ (ทาง iRobot เรียกว่า “แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ”) ที่ถูกออกแบบให้มีเตี้ยลงจากรุ่น Roomba i7 Plus กว่า 30% กันเลยทีเดียว

โดยทาง iRobot เขาเคลมว่าถุงเก็บฝุ่นนี้ สามารถรองรับฝุ่นจากการทำงานของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ได้นานถึง 60 วัน เลยทีเดียว ทำให้เราไม่ต้องจัดการเรื่องของการนำฝุ่นไปทิ้ง เป็นเวลานานถึง 2 เดือน บวกกับความสามารถในการตั้งเวลาทำงานดูดฝุ่นโดยอัตโมมัติผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้สามารถปล่อยให้เครื่องทำงานไปได้เลยตอนที่เราไม่อยู่บ้าน เหมาะมากๆ สำหรับคนที่ไม่ค่อยอยู่บ้าน หรือนาน ๆ กลับมาที

ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเนื้อหาในแต่ละส่วนของการ รีวิวหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus ฉบับนี้ มีหัวข้ออะไรบ้าง โดยคุณสามารถเลือกหัวข้อต่างๆ ที่ต้องการอ่านได้เลย

  1. รู้จักกับ หุ่นยนต์ทำความสะอาด iRobot
  2. แกะกล่องผลิตภัณฑ์
  3. อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องผลิตภัณฑ์
  4. ข้อมูลจำเพาะ ข้อมูลทางเทคนิค ของเครื่อง
  5. คุณสมบัติ และ ความสามารถของตัวเครื่อง
  6. สำรวจรอบๆ ตัวเครื่อง
  7. เตรียมเครื่อง และเปิดใช้งานจริง
  8. คุณสมบัติ และความสามารถของตัวแอปพลิเคชัน iRobot HOME
  9. สภาพหลังการใช้งาน
  10. ทดสอบอัตราการกินไฟ
  11. บทสรุปหลังการใช้งาน ข้อดี ข้อเสีย

แกะกล่องผลิตภัณฑ์ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba i7 Plus

iRobot Roomba j7 Plus Box
กล่องผลิตภัณฑ์ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus

สำหรับกล่องผลิตภัณฑ์ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus นั้นก็ มาในภาพลักษณ์ที่คุ้นตาของทางแบรนด์ iRobot ที่เด่นด้วยโทนสีเขียวเป็นเอกลักษณ์ โดยขนาดมิติของตัวกล่อง ยาว (L) 442 x กว้าง (W) 366 x สูง (H) 353 มิลลิเมตร (โดยประมาณ) ในขณะที่น้ำหนักสินค้ารวมกล่อง (Gross Weight) อยู่ที่ประมาณ 12 กิโลกรัม (ข้อมูลทั้ง 2 นำมาจากเว็บไซต์ iRobot.com เอง)

ด้านหน้ากล่อง : มีรูปหุ่นยนต์ดูดฝุ่น และแท่นชาร์จ วางอยู่ในฉากหลัง และมีรูปเล็กๆ แทรกอยู่เหนือตัวอักษร j7+ เป็นรูปหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเดินหลบสายไฟที่กองอยู่บนพื้น เพื่อสื่อถึงฟีเจอร์เด่นอย่าง PrecisionVision ส่วนตรงมุมขวาบน มีชื่อยี่ห้อเขียนว่า iRobot Roomba พร้อมความสามารถเด่นที่เขียนว่า “Robot Vaccum + Clean Base® Automatic Dirt Disposal”

ด้านหลังกล่อง : มีรูป ส่วนประกอบด้านล่าง (ข้างใต้) ตัวเครื่อง พร้อมกับโลโก้ของระบบปฏิบัติการ iOS และ Android เพื่อสื่อว่าสามารถใช้งานกับแอปพลิเคชัน iRobot HOME เพื่อสั่งงานหุ่นยนต์ได้ พร้อมกับมีโลโก้สัญญา Wi-Fi ประดับอยู่ เพื่อสื่อถึงช่องทางการเชื่อมต่อแบบไร้สาย และที่แถบล่างของกล่องมีชุดตัวอักษรเล็กๆ บอกว่ามีอุปกรณ์อะไรให้มาในกล่องบ้าง

ด้านซ้าย และด้านขวากล่อง : ทั้ง 2 ฝั่งมีข้อมูลที่เหมือนกันเป๊ะๆ แสดงให้เห็นรูปหุ่นยนต์ดูดฝุ่นจอดอยู่ที่แท่นชาร์จ พร้อมภาพกราฟิกแสดงทิศทางการไหลของฝุ่นที่อยู่ภายในกล่องใส่ขยะฝุ่นละออง (Dustbin) ที่อยู่ที่ตัวเครื่องหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ไปยัง ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง (Dirt Disposal Bag) ที่ติดตั้งอยู่ในส่วนของ แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ (Clean Base™) พร้อมกับบอกชื่อยี่ห้อ และรุ่นของตัวเครื่อง

นอกจากนี้แล้วยังมีการเจาะรูทั้ง 2 ฝั่ง (ซ้าย-ขวา) เพื่อให้เป็นหูหิ้วของกล่อง ที่เอาไว้ยก หรือขนย้ายไปไหนมาไหน ได้อย่างสะดวกสบาย

อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องผลิตภัณฑ์ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus

1. iRobot Roomba j7 Plus (หุ่นยนต์ดูดฝุ่น x 1 เครื่อง)

iRobot Roomba j7 Plus
หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus ตัวเครื่องเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบบทรงกลม (Round Shape Robot Vacuum Cleaner) โดยส่วนที่อยู่รอบๆ ตัวเครื่องจะเป็นสีกราไฟต์ (Graphite Color) ที่เป็นสีดำอมเทาๆ นิดหน่อย (ไม่ใช่สีดำสนิท)

โดยจุดเด่นที่เห็นชัดเจนเลยคือ มันมีกล้องสร้างแผนที่จำลอง (Mapping Camera) ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนำทางแบบ “PrecisionVision” ที่ถูกติดตั้งอยู่บนกันชน พร้อมไฟ LED ส่องสว่าง ในขณะที่ด้านบนของตัวเครื่องจะปิดผิวด้วยพลาสติกสีเทาดำที่ขอบนอก ใจกลางตัวเครื่องมีลักษณะของผิวโลหะที่มีความเงาวาว เรียบหรู ประดับด้วยโลโก้ “ตัวอักษร R” และมีเพียง “ปุ่ม Clean Button” เพื่อสั่งให้หุ่นยนต์เริ่มทำความสะอาด ติดตั้งอยู่ทางด้านบนตัวเครื่อง

ตัวเครื่องมีขนาดมิติอยู่ที่ 338 x 338 x 86 มิลลิเมตร (ความสูงของเครื่อง 8.6 เซนติเมตร) และมีน้ำหนักเครื่องอยู่ที่ประมาณ 3.4 กิโลกรัม (ดูรายละเอียดส่วนประกอบของตัวเครื่องเพิ่มเติม)

2. Charge Base or Clean Base™ (แท่นชาร์จ หรือ แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ x 1 ชุด)

iRobot Roomba j7 Plus Clean Base™
แท่นชาร์จ หรือ แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ (Charge Base or Clean Base™)

จุดเด่นของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ iRobot Roomba ถ้ามีลงท้ายด้วย “คำว่าพลัส (Plus)” ก็คือ ที่ตัวแท่นชาร์จ เขาจะมีความสามารถในการกำจัดขยะ ออกจากกล่องใส่ขยะฝุ่นละออง อัตโนมัติได้ในตัว โดยในแต่ละแบรนด์ ก็จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป (แต่จริงๆ แล้วมันมีหลักการเดียวกัน) แต่สำหรับทาง iRobot เขาเรียกมันว่า “ฐานทำความสะอาด หรือ แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ (Clean Base™)” นั่นเอง

อุปกรณ์ชิ้นนี้ จะทำหน้าที่ มันจะมีความสามารถของการดูดฝุ่นจากในกล่องใส่ขยะฝุ่นละออง ที่อยู่ภายตัวเครื่องหุ่นยนต์ดูดฝุ่น มาเก็บไว้ใน ถุงเก็บฝุ่น (Dirt Disposal Bag) ขนาดใหญ่ที่อยู่ในตัวมัน ทำให้เราไม่ต้องยุ่งยากกับการเทฝุ่นทิ้งเป็นเวลานานถึง 60 วัน

โดยแท่นชาร์จตัวนี้มาในสีดำล้วน และโดดเด่นด้วยป้ายหนังสีน้ำตาลที่มีโลโก้ตัวอักษร R ของแบรนด์ iRobot ประดับอยู่ มันมีขนาดมิติ กว้าง (W) 340 x ลึก (D) 420 x สูง (H) 340 มิลลิเมตร (ความสูงของแท่นชาร์จ 34 เซนติเมตร) และมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 4.1 กิโลกรัม จะเห็นได้ว่าตัวแท่นชาร์จนั้นมีน้ำหนักมากกว่าตัวเครื่องหุ่นยนต์ดูดฝุ่นเสียอีก (รายละเอียดส่วนประกอบของแท่นชาร์จ หรือแท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ)

3. Line Cord (สายไฟ x 1 เส้น)

iRobot Roomba j7 Plus Line Cord
สายไฟ (Line Cord) ความยาว 1.8 เมตร

ชุดสายไฟ (Line Cord) ที่มีมาให้ในชุดก็มีความยาวประมาณ 1.8 เมตร เป็นสายไฟเอาไว้เสียบระหว่างตัวแท่นชาร์จกับปลั๊กไฟบ้าน ซึ่งเป็นสายไฟคุณภาพดี ตัวฉนวนหุ้มสายมีความหนา และเหนียว ทนทาน โดยหัวปลั๊กเป็นแบบขากลม จำนวน 2 ขา (ไม่มีขั้วเสียบสายดินติดตั้งมาด้วย)

และจุดที่น่าสนใจคือเป็นสายไฟที่ไม่ได้ติดตั้งแบบตายตัวกับแท่นชาร์จ (บางยี่ห้อจะยึดไปกับแท่นชาร์จเลย) ซึ่งการที่ถอดสายออกได้ก็สะดวกกับการย้ายที่ตั้ง เปลี่ยนไปทำความสะอาดในชั้นอื่นๆ ของบ้าน และยังสะดวกสำหรับการเปลี่ยนอะไหล่ ซ่อมแซมด้วย

4. Dirt Disposal Bag (ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง x 2 ถุง)

iRobot Roomba j7 Plus Dirt Disposal Bag Detail
รายละเอียดของ ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง (Dirt Disposal Bag)

ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง ของหุ่นยนค์ดูดฝุ่นตัวนี้รองรับการเก็บฝุ่นได้จากการทำงานได้นานถึง 60 วัน และในชุดเมื่อซื้อจะได้ถุงมา 2 ใบ โดยถึงในหนึ่งติดตั้งอยู่ในแท่นชาร์จ และอีกใบหนึ่งอยู่ในกล่องใส่อุปกรณ์เสริม

โดยที่โครงสร้างของตัวถุงสามารถยืดออกได้เพื่อให้รองรับฝุ่นได้มาก และในส่วนของปากถุงทีมีช่องกลมๆ ให้ฝุ่นถูกดูดเข้ามานั้น ได้รับการออกแบบอย่างดีในลักษณะของแผ่นพลาสติกสีเทา มีบานประตูเลื่อนปิดช่องโดยอัตโนมัติเมื่อเราจะดึงถอดถุงฝุ่นเอาไปทิ้ง เป็นกลไกเพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นฟุ้งออกมาจากถุงเลอะมือเรา ก็เรียกได้ว่าเป็นการออกแบบที่เอาใจใส่ผู้ใช้งาน และชิ้นพลาสติกที่ตัวถุงยังทำหน้าที่เป็นล็อคตัวแท่นชาร์จได้อีกด้วย และแน่นอนว่าต้องใช้เฉพาะถุงเก็บฝุ่นของทาง iRobot เท่านั้น ไม่สามารถใช้ถุงเก็บฝุ่นอย่างอื่นๆ แทนได้

5. High-Efficiency Filter (แผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง x 2 แผ่น)

iRobot Roomba j7 Plus HEPA Filter
แผ่นกรองอากาศคุณภาพสูง (High-Efficiency Filter) หรือ แผ่นกรองอากาศ HEPA

แผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง หรือ แผ่นกรองอากาศแบบ HEPA (High-Efficiency Filter) มันเป็น แผ่นกรองอากาศที่มีความสามารถในการกรองฝุ่น ที่มีขนาดเล็กละเอียด ได้เป็นอย่างดี โดยที่ตัวแผ่นกรองมาในลักษณะทรงกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก มีขนาดมิติอยู่ที่ (กว้าง) 5.0 x (ยาว) 6.1 เซนติเมตร รวมพื้นที่ประมาณ 30.5 ตารางเซนติเมตร (cm2)

โดยแผ่นกรองอากาศ HEPA ทำหน้าที่กรองฝุ่นขนาดเล็กละเอียดที่ถูกดูดเข้ามาด้วยพัดลมแรงดูดสูง เพื่อไม่ให้ฝุ่นละเอียดถูกปล่อยออกไปจากตัวเครื่อง นั่นหมายความว่าแผ่นกรองอากาศ HEPA ช่วยอากาศในห้องสะอาดขึ้นด้วย

6. Edge-Sweeping Brush or Side Brush (แปรงกวาดข้าง x 2 ชุด – ชุดละ 1 แปรง = 2 แปรง)

iRobot Roomba j7 Plus Side Brush
แปรงกวาดข้าง (Edge-Sweeping Brush หรือ Side Brush) ชนิด 3 แฉก

หนึ่งในเอกลักษณ์ของ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba ทุกรุ่น คือมี แปรงกวาดข้าง (Side Brush) (ทาง iRobot เรียกว่า “Edge-Sweeping Brush”) ที่ถูกติดตั้งอยู่ทางฝั่งขวาตัวเครื่องเพียงฝั่งเดียว ในขณะที่หุ่นยนต์จากแบรนด์อื่น ๆ มักจะมีแปรงกวาดข้างติดตั้งอยู่ทั้ง 2 ฝั่ง

แต่นั่นก็ไม่ใช่เป็นข้อด้อยของแบรนด์ iRobot เลย เพราะว่ามันได้ถูกออกแบบให้ วิ่งทำความสะอาด โดยเอาฝั่งขวาตัวเครื่องเลียบชิดกับขอบกำแพงเท่านั้น ทำให้มีแปรงเพียงด้านเดียวก็เพียงพอ โดยแปรงจะทำหน้าที่ปัดฝุ่นที่อยู่ตามขอบผนังให้เขามาอยู่ในพื้นที่การดูดเก็บฝุ่นของตัวหุ่น และมีการให้แปรงมาทั้งหมด 2 แปรง เพื่อให้ติดตั้งใช้งาน 1 แปรง และเก็บสำรองไว้ 1 แปรง

โดยลักษณะของแปรงกวาดข้างเป็น 3 แฉก โดยที่ตัวก้านเฉกผลิตมาจากวัสดุยางที่มีความยืดหยุ่นดี ในส่วนของขนแปรงมีความยาวประมาณ 3.6 เซนติเมตร แต่ถ้าวัดความยาวรวมก้านและขนแปรงจะอยู่ที่ประมาณ 6.1 เซนติเมตร (วัดด้วยไม้บรรทัด)

7. User Manual and Other Documents (คู่มือการใช้งาน และ เอกสารประกอบเครื่องอื่นๆ x 1 ชุด)

iRobot Roomba j7 Plus User Manual and Other Documents
คู่มือการใช้งาน และ เอกสารต่างๆ (User Manual and Other Documents)

สำหรับ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus ได้มาพร้อมกับ เอกสารประกอบเครื่อง 3 ฉบับ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. Robot Vacuum Owner’s Guide (หนังสือคู่มือการใช้งานตัวเครื่องหุ่นยนต์ดูดฝุ่น) : มีภาษาทั้งหมด 4 ภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ, จีนกลาง, ไทย, เกาหลี มีเนื้อหาอธิบายการใช้งานอย่างละเอียดยิบ
  2. Getting Started (คู่มือการเริ่มต้นใช้งาน) : มีภาษาทั้งหมด 4 ภาษา อาทิ ภาษาอังกฤษ, จีนกลาง, ไทย, เกาหลี
  3. Warranty Card (ใบรับประกันสินค้า) : มีช่องให้กรอกข้อมูลชื่อที่อยู่ของเรา เนื้อหาเป็นภาษาไทย อธิบายเงื่อนไขการรับประกันอย่างละเอียดยิบ โดยเอกสารแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่ผู้ซื้อเก็บไว้เอง และอีกส่วนส่งคืนบริษัทตัวแทนจำหน่าย

ข้อมูลจำเพาะ ข้อมูลทางเทคนิค ของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus

iRobot Roomba j7 Plus Featured Image
หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus
รายละเอียด
(Specification)
ขนาดมิติ
(Dimension)
338 x 338 x 86 มิลลิเมตร
น้ำหนัก
(Weight)
3.4 กิโลกรัม
ไฟเข้า
(Input)
AC 220-240V 50/60 Hz
ไฟออก
(Output)
DC 20V 1.25A (กินไฟสูงสุด 1,000 วัตต์*)

  • ขณะดูดฝุ่นจากเครื่องไปเก็บในถุง : 1,000 วัตต์
  • ขณะไฟยังไม่เต็มแบตเตอรี่ : 22.5 วัตต์
  • ขณะไฟเต็มแบตเตอรี่แล้ว : 2.2 วัตต์
ประเภทของแบตเตอรี่
(Battery Type)
ลิเธียมไอออน (Li-Ion)
ปริมาณความจุแบตเตอรี่
(Battery Capacity)
2,210 มิลลิแอมป์ (mAh)
ระดับเสียง
(Noise Level)
  • ขณะทำความสะอาดปกติ : 55 dB. (เดซิเบล)
  • ขณะกำลังทำความสะอาดกล่องใส่ขยะฝุ่นละออง : 76 dB.

(ข้อมูลจากการวัดด้วย แอปพลิเคชัน Sound Meter บนระบบ iOS)

ขนาดกล่องใส่ขยะ (ลิตร)
Dustbin Capacity (Litre)
0.4 ลิตร (400 mL)

หมายเหตุ* : การกินไฟสูงสุด 1,000 วัตต์ ตามที่สเปกเครื่องระบุเอาไว้นั้น จะเกิดขึ้นในเวลาที่ แท่นชาร์จดูดเอาฝุ่นที่อยู่ในกล่องใส่ขยะฝุ่นละออง เข้าไปเก็บใน ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10-15 วินาทีเท่านั้น (จับเวลาเอง)

คุณสมบัติ และ ความสามารถ ของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus

ด้วยความที่เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นระดับสูง หรือตัวท็อป จาก iRobot จึงทำให้มันมีคุณสมบัติ และความสามารถดีๆ อยู่ในหุ่นยนต์ตัวนี้มากมาย แต่ขอเอาเฉพาะ 6 ความสามารถเด่นๆ มาเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้

1. Automatic Dirt Disposal (ระบบกำจัดสิ่งสกปรกจากกล่องใส่ขยะฝุ่นละอองได้เองอัตโนมัติ)

iRobot Roomba j7 Plus Feature Automatic Dirt Disposal
ระบบกำจัดสิ่งสกปรกจากกล่องใส่ขยะฝุ่นละอองได้เองอัตโนมัติ (Automatic Dirt Disposal)

จุดเด่นแรกของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นใน “ซีรีส์ Plus” ของ iRobot Roomba คือ ความสามารถของ การกำจัดสิ่งสกปรกออกจากกล่องใส่ขยะฝุ่นละออง ที่อยู่ในตัวหุ่นยนต์ดูดฝุ่นได้เองโดยอัตโนมัติ จากตัวแท่นชาร์จของมัน (ทาง iRobot เรียกว่า “Clean Base™” หรือ “แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ“) ที่มีการเพิ่มความสามารถนี้เข้ามา ซึ่งมันจะทำให้ตัวเครื่องพร้อมสำหรับการทำความสะอาดพื้นในครั้งใหม่อยู่เสมอ โดยที่เราไม่ต้องยุ่งยากกับการเอาฝุ่นจากในตัวเครื่องไปเททิ้งถังขยะอยู่บ่อยครั้ง

โดยวิธีการทำงานของมันก็คือ เมื่อหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus ทำการดูดฝุ่นบนพื้นห้องของเรา เสร็จเรียบร้อยแล้วตามกำหนด (หรือตามที่ผู้ใช้งานสั่งให้มันทำ) มันก็จะวิ่งกลับมายัง แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ และในขณะเดียวกัน มันจะมีระบบดูดสิ่งสกปรกออกจากตัวเครื่อง เพื่อมาเก็บไว้ใน ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง ที่อยู่ทางด้านบนของ แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ โดยทันที

ซึ่งถ้าดูกันที่สเปกของตัวเครื่องแล้ว รุ่นนี้มีความสามารถในการกักเก็บฝุ่น เอาไว้ได้มากสูงสุดถึง 60 วัน (หรือประมาณ 2 เดือน) กันเลยทีเดียว และความพิเศษของตัวแท่นฯ อีกหนึ่งอย่างที่มาใน Roomba j7 Plus นี้ก็คือ ทาง iRobot เขาได้ออกแบบรูปทรงของ แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ รูปแบบใหม่ ที่ได้รับการออกแบบให้ มีความสูงน้อยกว่า แต่มีก็กว้างมากกว่าตัว Roomba i7 Plus ที่เคยได้รีวิวไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ การที่มีความสูงน้อยกว่า จึงทำให้ประหยัดพื้นที่ด้านบนมากขึ้น แถมยังสามารถเปิดฝาเพื่อนำถุงเก็บฝุ่นไปทิ้งได้สะดวกกว่าอีกด้วยเช่นกัน

2. PrecisionVision Navigation System (ระบบนำทางที่มีความแม่นยำสูง)

iRobot Roomba j7 Plus Feature PrecisionVision Navigation System
ระบบนำทางที่มีความแม่นยำสูง (PrecisionVision Navigation System)

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus ได้เพิ่มเทคโนโลยี ที่เรียกว่า “PrecisionVision” เป็นเทคโนโลยี ที่ใช้ในการหลบหลีกสิ่งกีดขวาง หรืออุปสรรคต่างๆ ที่อยู่บนพื้น อย่างเช่น การป้องกันไม่ให้เครื่องเข้าไป เหยียบสายไฟ ถุงเท้า รองเท้า จนไม่สามารถทำงานต่อได้ หรือแม้แต่ มูลของสัตว์เลี้ยง ที่หากเข้าไปเหยียบ หรือโดนเข้า จะทำให้พื้นบ้านไม่เลอะเทอะ

ดังนั้นการที่มีเทคโนโลยี PrecisionVision นี้จะช่วยทำให้ มันสามารถทำความสะอาดรอบๆ ห้อง ได้โดยที่เราไม่ต้องคอยอยู่เฝ้า และไม่ต้องยุ่งยากกับการเก็บสิ่งของทั้งหมดขึ้นจากพื้นก่อนที่มันจะเริ่มทำงาน และยังสามารถเรียนรู้ที่จะรับมือกับอุปสรรคในอนาคตด้วยการส่งภาพของสิ่งกีดขวางมาให้เราเลือกว่าจะหลีกเลี่ยง หรือให้เข้าไปทำความสะอาดรอบๆ บริเวณนั้น ได้อีกด้วยเช่นกัน

3. AeroForce™ Performance Cleaning System (ระบบทำความสะอาดทรงประสิทธิภาพ)

iRobot Roomba j7 Plus Feature AeroForce™ Performance Cleaning System
ระบบทำความสะอาดทรงประสิทธิภาพ (AeroForce™ Performance Cleaning System)

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus นี้ ก็ยังคงมาพร้อมกับเทคโนโลยี AeroForce เป็นชื่อเรียกของระบบทำความสะอาดแรงดูดสูง พร้อมแปรงปัดคู่ ที่เป็นเครื่องหมายการค้า (Trademark) เฉพาะของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot โดยเป็นการทำงานประสานกันของการทำความสะอาด 3 ขั้นตอน (3-Stage Cleaning System) ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ความจุ 2,210 มิลลิแอมปฺ (mAh) ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. Side Brush (แปรงกวาดข้าง) : แปรงที่ช่วยปัดกวาดฝุ่นตามขอบผนัง ขอบเฟอร์นิเจอร์ และขอบมุมต่างๆ ของห้องให้เข้ามาอยู่ข้างใต้ตัวเครื่อง เพื่อที่จะฝุ่นตามขอบมุมจะได้ถูกดูดมาเก็บในเครื่องอย่างหมดจด
  2. Dual Multi-Surface Rubber Brushes (แปรงกวาดหลักยางแบบคู่) : ตีฝุ่นที่อยู่บนพื้น เพื่อให้ถูกดูดเข้าไปในเครื่องได้ง่ายขึ้น
  3. Vacuum Fan (พัดลมดูดฝุ่น) : อีกหนึ่งจุดเด่นคือ ระบบมอเตอร์พัดลมดูดฝุ่นคุณภาพสูง  ให้พลังดูดสูงสุดประมาณ 2,500 (Pa) หรือประมาณ 0.018 บาร์ (Bar) เพื่อการดูดฝุ่นที่มีขนาดเล็กมากๆ

4. Dual Multi-Surface Rubber Brushes (แปรงกวาดหลักยางแบบคู่ ทำความสะอาดพื้นได้หลายประเภท)

iRobot Roomba j7 Plus Feature Dual Rubber Brushes
แปรงกวาดหลักยางแบบคู่ ทำความสะอาดพื้นได้หลายประเภท (Dual Multi-Surface Rubber Brushes)

แปรงกวาดหลักยางแบบคู่ ทำความสะอาดพื้นได้หลายประเภท (Dual Multi-Surface Rubber Brushes)

โดยปกติแล้ว แปรงกวาดหลัก ของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น จากค่าย iRobot นั้น จะให้แปรงคู่มาอยู่แล้ว และสำหรับ โดยตัวนี้ก็เช่นกัน โดยมันมาในรูปแบบของแปรงยาง ซึ่งจะแตกต่างจากแปรงกวาดหลัก ของหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์อื่นๆ ที่มักจะใช้เป็นแปรงขน ที่หากใช้ไปเรื่อยๆ ก็มักจะมีขนสัตว์เลี้ยง หรือเส้นผมยาว ๆ มาพันติดอยู่กับตัวแปรง ทำให้ประสิทธิภาพการปิดฝุ่นลดลง

ในส่วนของการออกแบบแปรงกวาดหลัก ของ iRobot รุ่นนี้ จะมีดอกยาง (คล้ายๆ กับดอกยางรถยนต์) ซึ่งก็จะช่วยให้การทำความสะอาดนั้นมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะดูดฝุ่นได้บนทุกสภาพพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็น พื้นพรม พื้นกระเบื้อง และพื้นไม้ชนิดต่างๆ

โดยที่แปรงกวาดหลักแบบคู่ จะใช้ทั้ง 2 แปรงหมุนเข้าหากันเพื่อช่วยกันปัดตีฝุ่นบนพื้นห้อง ให้ฝุ่นถูกดูดเข้าไปเก็บภายใน กล่องใส่ขยะฝุ่นละออง ที่อยู่ภายในตัวเครื่องได้ง่ายขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการทำความสะอาดพื้นห้องได้เป็นอย่างดี และไม่มีการกระจายฝุ่นจากพื้นห้องไปในทิศทางอื่นๆ (รายละเอียดส่วนประกอบด้านล่าง)

ทาง iRobot ได้ออกแบบให้ชุดแปรงกวาดหลักยางแบบคู่ให้สามารถถอดออกมาเพื่อทำความสะอาด หรือเพื่อกำจัดเส้นผม ที่อาจเข้าไปพันอยู่กับแกนของแปรงได้อย่างง่ายดาย และแปรงทั้ง 2 จะมีลายดอกยางและสีที่ต่างกัน ประกอบกับขั้วที่ใช้ติดตั้งนั้นก็แตกต่างกัน ช่วยป้องกันการใส่สลับแปรงได้เป็นอย่างดี โดยหน้าที่ของแปรงทั้ง 2 ก็มีดังนี้

  1. Dark Green Rubber Brush (แปรงยางสีเขียวเข้ม) : อยู่ทางด้านหน้าตัวเครื่อง ทำหน้าที่ตีฝุ่นที่เกาะอยู่บนพรม หรือบนพื้นห้องให้หลุดออกมาก่อน
  2. Light Green Rubber Brush (แปรงยางสีเขียวอ่อน) : ช่วยตีฝุ่นเข้าไปเก็บภายในตัวเครื่อง เพิ่มประสิทธิภาพที่การดูดฝุ่นทำความสะอาดพื้น

5. iRobot Genius (ระบบให้คำแนะนำ และออกแบบการทำความสะอาดอัจฉริยะ)

iRobot Roomba j7 Plus Feature iRobot Genius
ระบบให้คำแนะนำ และออกแบบการทำความสะอาดอัจฉริยะ (iRobot Genius)

หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus มีระบบการให้คำแนะนำ ในการทำความสะอาดที่ชื่อว่า “iRobot Genius” ที่มีอยู่ใน ทำให้การทำความสะอาดพื้นนั้น ไม่รบกวนกับชีวิตประจำวันของเรา โดยมันสามารถเรียนรู้ และแนะนำตารางเวลาในการทำความสะอาดที่เหมาะสมกับเรา เพื่อให้การทำความสะอาดนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นอกจากนี้แล้ว ระบบ iRobot Genius ยังสามารถแนะนำได้อีกว่า เราควรเพิ่มการทำความสะอาดเป็นพิเศษถ้าพื้นมีความสกปรกมาก หรือในช่วงเวลาที่สัตว์เลี้ยงมีการผลัดขน และตั้งเวลาให้หุ่นเริ่มทำความสะอาดตอนที่เราไม่อยู่บ้าน และหยุดทำความสะอาด เมื่อเรากลับถึงบ้านอีกด้วยเช่นกัน

6. Imprint™ Smart Mapping Navigation System (ระบบเรียนรู้ และแบ่งพื้นที่ห้องเอง Imprint™)

iRobot Roomba j7 Plus Feature Imprint™ Smart Mapping Navigation System
ระบบเรียนรู้ และแบ่งพื้นที่ห้องเอง (Imprint™ Smart Mapping Navigation System)

Imprint™ เปรียบเหมือนระบบสมองกลของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus ทำให้มันสามารถเรียนรู้พื้นที่ ซอกมุมต่างๆ ในบ้าน หรือในพื้นที่ที่มันจะต้องทำความสะอาด และทำการคำนวณหาเส้นทางการเดินทำความสะอาดที่ดีที่สุดสำหรับการทำความสะอาดแต่ละครั้ง (Determine the Best Way to Clean) ทำให้การทำความสะอาดในครั้งที่ 2 จะใช้เวลาน้อยกว่าครั้งแรก เพราะได้มีการเรียนรู้พื้นที่ไปแล้ว

ความฉลาดของระบบ Imprint ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ มันยังสามารถจัดแบ่งพื้นที่ในบ้าน แยกออกเป็นห้องต่างๆ ได้เอง และแสดงแผนที่ในชั้นนั้นๆ ของบ้านในเราได้เห็นผ่านทาแอปพลิเคชัน iRobot HOME (มีทั้งบนระบบ iOS และ Android) สามารถจดจำแผนที่ได้ในหลายๆ ชั้นของบ้าน และเรายังสามารถกำหนดตารางเวลาล่วงหน้าว่าจะให้ทำความสะอาดห้องไหน เวลาใด และยังสามารถกำหนด โซนที่ไม่ต้องทำความสะอาด (Keep Out Zones) ได้ตามต้องการ

อีกหนึ่งลูกเล่นที่เจ๋งมากของ iRobot Roomba j7 Plus คือสั่งให้ทำความสะอาดด้วยเสียงผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฮม อย่าง Google Assistant หรือ Amazon Alexa อย่างเช่นถ้าเราต้องการให้หุ่ยนต์ทำความสะอาดห้องครัว ก็สามารถพูดสั่งงานเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า “🔊 Roomba, Clean my Kitchen”

7. Imprint™ Link Technology (แท็กทีมกัน ระหว่าง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และ หุ่นยนต์ถูพื้นจาก iRobot)

iRobot Roomba j7 Plus Feature Imprint™ Link Technology
ระบบเชื่อมต่อเพื่อ แท็กทีมกัน ระหว่าง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และ หุ่นยนต์ถูพื้นจาก iRobot (Imprint™ Link Technology)

เทคโนโลยี Imprint™ Link เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยประสานงานกันระหว่าง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7+  (จริงๆ รุ่นอื่นก็ได้ด้วยนะครับ) กับ หุ่นยนต์ถูพื้น iRobot Braava jet m6 โดยทั้ง 2 สามารถทำงานร่วมกันได้ตรงที่ เวลาที่ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ทำงานเสร็จ และวิ่งกลับแท่นชาร์จ เป็นที่เรียบร้อยแล้วตัว หุ่นยนต์ถูพื้น ก็จะออกจากแท่นชาร์จ และไปทำความสะอาดต่อโดยทันที (ซึ่งทาง iRobot เขาเรียกการกระทำแบบนี้ว่าการ “แท็กทีม”) โดยไม่มีการออกมาทำความสะอาดทับซ้อนกัน

อ่านต่อหน้า 2 (Next Page) →

ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
1
2
ทบทวนภาพรวม
ความสะอาดการดูดฝุ่น
10
การดูดทั่วทั้งบริเวณในห้อง
10
การเอาตัวรอดจากอุปสรรค กลับแท่นชาร์จเอง
10
การดูแลรักษา ทำความสะอาด
10
ความหลากหลายของอุปกรณ์เสริม
9
ความสะดวก และ ง่ายต่อการใช้งาน
10
ความสามารถของแอปพลิเคชัน
10
ความสะดวก และ ง่ายของการใช้แอปพลิเคชัน
8
ความคุ้มค่าเทียบกับราคา
8
ความพึงพอใจโดยรวม
10
บทความก่อนหน้านี้MAKOTO A307 เก้าอี้นวดไฟฟ้าระบบ AI สแกนร่างกายปรับการนวดให้เหมาะสม สั่งงานด้วยเสียงได้ พร้อมโปรแกรมนวดเพียบ
Thanop.com Founder + Thaiware.com Co-Founder + Business Director, Cloud Business Co.,Ltd. + Committee Thai Webmaster Association
<p>หุ่นยนต์ดูดฝุ่น iRobot Roomba j7 Plus เป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นภาคที่ได้ถูกพัฒนาต่อมากจากรุ่น Roomba i7 Plus ที่ก่อนหน้านี้ ผมเคยบอกว่ามันดีอยู่แล้ว สุดยอดอยู่แล้ว แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกนี้ที่ "<strong>เหนือฟ้ายังมีฟ้า</strong>" ซึ่งขอบอกก่อนเลยว่าตัว Roomba j7 Plus ก็เป็นรุ่นที่ได้ถูกปรับปรุง ด้วยการนำจุดสังเกตที่มีอยู่เล็กๆ น้อยๆ จาก Roomba i7 Plus มาพัฒนาจนออกมาสู่ตลาดได้ในที่สุด</p> <p>สำหรับข้อเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดของ iRobot Roomba j7 Plus ก็คือ ขนาดของ แท่นชาร์จ (หรือ แท่นกำจัดขยะอัตโนมัติ (Clean Base)) ที่มีขนาดที่เตี้ยลงอย่างชัดเจน (ลดความสูงลงไป 30% จากรุ่น Roomba i7 Plus) ด้วยเหตุนี้เองจึงช่วยลดอุปสรรค และลดข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่วางในแนวดิ่งไปได้มากเลยทีเดียว</p> <p>นอกจากนี้แล้ว ทาง iRobot เอง ก็ยังมีการย้ายตำแหน่งของกล้องสร้างแผนที่จำลอง (Mapping Camera) ที่อยู่ด้านบนของตัวเครื่อง (ส่องขึ้น) ลงมาอยู่ที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้นอกจากที่จะสร้างแผนที่จำลองได้แล้ว ยังสามารถใช้ตรวจจับสิ่งกีดขวาง หรืออุปสรรคต่างๆ ที่อยู่ด้านหน้าของตัวเครื่องได้ตลอดเวลาอีกด้วย<p> <p>ในขณะที่ อุปกรณ์สิ้นเปลืองต่างๆ (Consumable Parts) อย่าง ถุงเก็บฝุ่นแบบใช้แล้วทิ้ง, แผ่นกรองอากาศ HEPA ก็สามารถใช้แทนกันได้เลย เพราะรหัสอะไหล่ (Part Number) เดียวกัน</p> <p>ถ้าพูดถึงความสามารถอื่นๆ ของมัน ถ้าเทียบจากรุ่น Roomba i7 Plus ก็ยังอยู่กันครบ ไม่ว่าจะเป็นแปรงกวาดหลักยางแบบคู่ (Dual Rubber Brushes), ระบบทำความสะอาดทรงประสิทธิภาพ AeroForce™ รวมไปถึง ระบบเรียนรู้ และแบ่งพื้นที่ห้องเอง Imprint™ Smart Mapping และ ระบบเชื่อมต่อการทำงานระหว่าง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น และ หุ่นยนต์ถูพื้น iRobot อย่าง Imprint™ Link</p> <p>สุดท้ายนี้ขอสรุปสั้นๆ ง่ายๆ อีกทีคือ iRobot Roomba j7 Plus มันคือภาคต่อ ที่ปรับปรุงจุดสังเกตต่างๆ ให้ดีขึ้นไปอีก ในส่วนราคาก็ใกล้เคียงกัน อะไหล่หลายตัวใช้แทนกันได้ ลองดูครับ ชื่อชั้น iRobot มันคือ หุ่นยนต์ดูดฝุ่นเบอร์ 1 ของอเมริกา ที่หลายประเทศทั่วโลก ไว้วางใจใช้อยู่แล้ว และถึงแม้ว่ามันจะไม่มีฟังก์ชันการถูพื้นได้ในตัว เพราะอุดมการณ์ที่ยึดมาตลอดเขาคือ "แยกกัน (ระหว่างดูดกับถู) จะให้ประสิทธิภาพดีที่สุด</p>irobot-roomba-j7-plus-review

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็น
กรุณาใส่ชื่อของคุณตรงนี้