Disney Dream วันแรก (ขึ้นเรือที่ Port Canaveral)

ในที่สุดวันแห่งการรอคอยก็มาถึงจนได้ วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม ค.ศ. 2014 คือการเดินทางไปขึ้นเรือดิสนีย์ดรีม เป็นวันแรก และ ครั้งแรก แถมนอกจากนี้แล้วยังเป็นการขึ้นไปเที่ยว ไปนอน บนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ ครั้งแรกในชีวิตของผมและภรรยาอีกด้วย 🙂

โดยการรีวิวครั้งนี้ขอข้ามการเดินทางจากกรุงเทพไปออร์แลนโด เนื่องจากว่า แต่ละคน คงจะมีสายการบินที่จะเดินทางมาแตกต่างกัน (หรือจะตามผมก็ได้นะครับ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ สามารถเข้าไป รายละเอียดการจองตั๋วเครื่องบิน ของผมได้เลย) โดยผมจะขอเขียนเป็นไทม์ไลน์ ไปเลยละกัน เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ซึ่งเวลาก็เป็นเวลาคร่าวๆ นะ

Disney Cruise Dream Itinerary (ตารางเที่ยวเรือ ดิสนีย์ดรีม)
ตาราง เรือ Disney Dream ที่ถูกส่งมากับอีเมล์ฉบับแรก ในวันที่เราจองตั๋วเรือเสร็จ ต้องอยู่บนเรือแล้ว ในเวลา 3:45 PM (15:45 น.)

ไปสนามบิน Orlando เพื่อขึ้นรถบัส ไปท่าเรือ (10:00 น.)

หลังจากที่เมื่อวานบินมาจากแอลเอ และไปที่พัก เพื่อค้างคืนอยู่ 1 คืน เมื่อถึงวันขึ้นเรือ (วันรุ่งขึ้น) ผมเดินทางกลับมายัง สนามบินนานาชาติออร์แลนโด (Orlando International Airport – MCO) ด้วยรถแท็กซี่ ซึ่งเมื่อคืนผมพักอยู่ที่ โรงแรม Holiday Inn Main Gate East อยู่หน้าปากประตูของสวนสนุกดิสนีย์เวิลด์

ค่าแท็กซี่ ไป-กลับ โรงแรมสนามบิน เกือบ $140.00 (ประมาณ 4,600 บาท) โคตรๆ แพง ซึ่งที่จริงแล้ว เป็นอะไรที่คิดผิดมาก เพราะระยะทางโรงแรม อยู่ห่างจากสนามบินเกือบ 40 นาที และไกลด้วย ค่าแท็กซี่จึงแพงตามลำดับไปด้วย

ถ้าหากใครคิดจะมาอยู่ค้างคืน คืนนึงก่อนขึ้นเรือแบบผม ขอแนะนำให้อยู่โรงแรมใกล้ๆ สนามบินจะดีกว่า เพราะส่วนมาก โรงแรมใกล้สนามบินในอเมริกา จะมีรถเวียน (Shuttle Bus) บริการรับส่งฟรี ถึงแม้จะแพงกว่าหน่อย แต่ไม่ต้องมาเสียเงินค่าแท็กซี่ทั้งไปและกลับมหาโหดเหมือนผม

เมื่อเดินทางมาถึง และ เข้ามาในตัวอาคารผู้โดยสารของสนามบินแล้ว ให้เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ ที่มีป้ายเขียนว่า “Disney’s Magical Express Welcome Center” ตั้งอยู่ในอาคารบี (Terminal B) ชั้น 1 (Level 1) หากไม่รู้ถามเจ้าหน้าที่พนักงานได้เลย เช่น “Where is the Disney’s counter ?” ถามไปได้เลยตลอดทาง ไม่ต้องเกรงใจ

Disney Magical Express Welcome Center
เข้าไปแล้วให้สังเกตุเค้าน์เตอร์ ต้อนรับลูกค้าของดิสนีย์ทั้งหมด ทั้งเรือ สวนสนุก โรงแรม ที่พัก ต่างๆ อยู่ทีสนามบิน นานาชาติออร์แลนโด (MCO) ชั้น 1 อาคารผู้โดยสาร B

เมื่อเดินไปถ้าที่เคาน์เตอร์ ไม่ต้องเข้าไปต่อคิว แบบ ผู้ชาย ผู้หญิง สองคนในรูปด้านบน ให้มองไปด้านตรงข้ามกับเค้าน์เตอร์ ซึ่งจะเป็นลานจอดรถบัสอยู่ ตรงประตูทางออก เขาจะมีเจ้าหน้าที่คอยต้อนรับ ตรวจเอกสาร ตรวจกระเป๋าเดินทางใหญ่ ที่ไม่สามารถหิ้วขึ้นรถบัสได้ ก่อนจะขึ้นรถบัสไปยังท่าเรือส่วนตัวของดิสนีย์ ที่แหลมคานาเวอรัล (Port Canaveral) ซึ่งอยู่ห่างออกไปจากสนามบินประมาณ 75 กิโลเมตร (45 ไมล์) ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45-50 นาที

ในส่วนของกระเป๋าเดินทาง จะถูกแยกขึ้นรถบรรทุกขนกระเป๋าสีขาว ที่จอดอยู่ข้างๆ รถบัส เพื่อที่จะนำไปส่งให้ผู้โดยสารถึงหน้าห้อง (Stateroom) เลยทีเดียว ซึ่งกระเป๋าใหญ่นี้ก็จะมีการเอ็กซเรย์ (X-Ray) เพื่อหาวัตถุต้องห้ามอาวุธ อาหาร ต่างๆ หรือแม้แต่อุปกรณ์ทำครัว ทำอาหาร เช่น เครื่องทำน้ำร้อน ขดลวดต้มน้ำพกพา ก็ห้ามนำขึ้น หากใครฝ่าฝืน กระเป๋าจะไม่ถูกส่งไปหน้าห้องพัก แต่คุณจะต้องไปรับด้วยตัวเองที่เค้าน์เตอร์บริการลูกค้า (Guest Services) บนเรือ อยู่ที่ชั้น 3 (Deck 3) พร้อมกับให้เอาของต้องห้ามเหล่านั้น เก็บไว้ที่เจ้าหน้าที่ ซึ่งสามารถรับกลับคืนได้วันขึ้นฝั่งเท่านั้น

อาจจะสงสัยว่าผมรู้ได้ไง ? สาเหตุที่รู้ เพราะโดนมาแล้ว กระเป๋าใหญ่ 1 ใน 2 ใบที่ขนไปกับรถบัสไม่ถูกส่งไปที่หน้าห้องพัก เจ้าหน้าที่ทำความสะอาดบอกให้ไปเอากระเป๋าที่เคาน์เตอร์บริการลูกค้า เพราะว่าเอา ขดลดต้มน้ำพกพา ใส่กระเป๋าไปด้วย ฮาๆ

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย คนขึ้นมาเต็มรถบัส รถบัสก็จะออกจากสนามบิน เพื่อไปยังท่าเรือทันที โดยบรรยากาศบนรถนั้น บอกเลยว่าเป็นไปด้วยความตื่นเต้น และสนุกสนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นขาไปด้วย เด็กๆ คึกคักมาก พ่อแม่ก็มีความสุขไปด้วย ส่วนคู่หนุ่มสาวอย่างผม ก็พลอยตื่นเต้นไปด้วยเช่นกัน เรียกได้ว่าตลอด 50 นาทีบนรถนั้น ไม่มีใครนอนเลย แถมบนรถยังเปิดวีดีโอแนะนำการ์ตูนดิสนีย์ (Disney Characters) ต่างๆ พร้อมโชว์บรรยากาศบนเรือ ที่กำลังจะไปขึ้นตลอดการเดินทางบนรถบัส

 รถบัสที่นี่เมื่อเต็มเมื่อไหร่ รถจะออกพาไปยังท่าเรือทันที ไม่ต้องรอเวลาออก โดยมีคันใหม่มารอเสียบรับผู้โดยสารชุดใหม่ขึ้นไปทันทีเช่นกัน โดยรถบัสคันแรกจะเริ่มออกจากสนามบินนานาชาติออร์แลนโด เวลาประมาณ 9:30 น. ไปจนถึงเที่ยวสุดท้ายเวลา ประมาณ 14:30 น.

ถึงท่าเรือคานาวารัล (Port Canaveral) (11:00 น.)

หลังจากที่มาถึงท่าเรือคานาวารัล (Port Canaveral) นั้น รถบัสของดิสนีย์ จะเข้าจอดที่อาคารผู้โดยสารส่วนตัว (Private Cruise Terminal) ซึ่งเป็นอาคารผู้โดยสาร (Terminal) เฉพาะของเรือของดิสนีย์เท่านั้น จะไม่เหมือนสนามบินต่างๆ ที่ในอาคารผู้โดยสารจะมีผู้โดยสารของสายการบินต่างๆ มากมาย แต่อันนี้จะแยกเป็นส่วนตัว เฉพาะของเรือดิสนีย์เท่านั้น และจอดได้แค่ทีละลำเท่านั้น

บางคนอาจสงสัยว่า อ้าวแล้วเรือลำอื่นๆ ของดิสนีย์ละ จะไปจอดเทียบท่าที่ไหน คำตอบคือตาม โปรแกรมเรือสำราญของดิสนีย์ เขาจะสลับกันเข้ามาเทียบท่า คนละวันกัน เช่น เรือ Disney Dream มาจอดเทียบท่า วันที่ผมมาคือวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม กลับมาวันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน แต่ในขณะที่เรือ Disney Fantasy เรือจะมาเทียบท่าทุกวันเสาร์ สำหรับโปรแกรม 8 วัน 7 คืน ก็จะมาจอดเทียบท่า ดังนั้นจึงจะไม่เจอเรือพร้อมกัน 2 ลำ

หลังจากนั้นก็ไปต่อคิว เพื่อเดินเข้าตัวอาคารผู้โดยสาร แต่ก่อนจะเข้าก็จะต้องมีการตรวจสอบกระเป๋าสัมภาระกันก่อน ซึ่งสัมภาระที่เอามา ก็จะมีแค่เฉพาะ กระเป๋าถือ ของเราเท่านั้น เพราะกระเป๋าใหญ่นั้น อย่างที่แจ้งตอนแรกว่าจะขึ้นรถบรรทุกกระเป๋าตามไป และไปเจอกันอีกทีหน้าห้องพักบนเรือ (Stateroom) ของเราเลย

Disney Cruise Line Cruise Terminal Security Check
ขณะต่อคิวตรวจสัมภาระ เข้าอาคารผู้โดยสารของ Disney Cruise Line (จริงๆ เค้าไม่ให้ถ่ายรูปนะ โดนดุไปละ)

หลังจากที่ผ่านกระบวนการตรวจเช็คสัมภาระ เพื่อความปลอดภัยเป็นที่เรียบร้อยด้านหน้าอาคารแล้ว เมื่อเดินเข้าไปในอาคารผู้โดยสารแล้วนั้น ก็จะเห็นกับผู้คนมากมาย หลายคนตื่นเต้น (รวมถึงผมด้วย) เด็กๆ วิ่งกันไป ถ่ายรูปกับโมเดลเรือจำลองที่วางเด่นเป็นสง่าอยู่กลางอาคารผู้โดยสาร และเจ้าตัวการ์ตูนดีสนีย์ ที่ออกมาต้อนรับ แขกผู้โดยสารมากมาย

แต่อย่าเพิ่งไปสนใจอย่างอื่น มาต่อคิวเพื่อทำการเช็คอิน (Check-in) เสียก่อน (กระบวนการจะ เหมือนก่อนขึ้นเครื่องบินที่สนามบินเลย) เอกสารที่ยื่นคือ

  1. สมุดหน้าปกมิกกี้เม้าส์ ข้อตกลง และ สัญญา ต่างๆ ของการล่องเรือดีสนีย์
  2. หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) แต่คนที่นี่เค้าจะเรียกว่าไอดี “ID” นะ ฟังแล้วอย่างง
Disney Cruise Line Cruise Checkin
บรรยากาศของการต่อคิว เพื่อเช็คอิน ก่อนขึ้นเรือ เห็นคิวยาวๆ แบบนี้ แต่เร็วมาก เพราะมีช่องเค้าน์เตอร์เช็คอิน หลายช่องมากๆ ไม่ต้องห่วง

ระหว่างยืนรอ เขาก็จะมีคนเอาใบแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพของคุณ (Public Health Questionnaire) มาให้กรอกด้วย เพราะที่นี่เขาซีเรียส เรื่องสุขภาพ สุขอนามัย ของส่วนร่วมมากๆ โดยเขาจะถามว่า คุณหรือสมาชิกของคุณที่จะขึ้นเรือ มีอาการเจ็บคอ ไอ จาม ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหัว หรือไม่ และ ในระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมาได้เคย อาเจียน (Vomit) หรือ ท้องเสีย (Diarrhea) หรือไม่ ? ก็ขอให้ตอบไป ตามความจริง (เขียนครอบครัวละใบเท่านั้น)

Disney Cruise Line Public Health Questionnaire
ตัวอย่าง แบบสอบถามสุขภาพ (Public Health Questionnaire)

ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะกรอกไปทำไม พอดีตอนนั้นไม่ได้ป่วยเลยตอบ “NO” ไปทั้งหมด แต่ถ้าเกิดไปตอบ “YES” ขึ้นมา จะเกิดอะไรขึ้น อันนี้ไม่ทราบจริงๆ แต่เห็นว่ามีกรอกชื่อ พร้อมเบอร์ห้องอีกด้วยนะ หลังจากนั้นก็ยื่นให้เขาไป เจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินเรื่องเช็คอินให้เราทันที สุดท้ายเมื่อเสร็จแล้ว เขาก็ได้ให้บัตรสมาร์ทการ์ด (Smart Card) มา พร้อมกับ “Boarding Card” มันเหมือนกับ “Boarding Pass” ที่จะขึ้นเครื่องบินนะแหละ

ซึ่งเจ้าบัตรสมาร์ทการ์ด ตัวนี้จะต้องเก็บรักษาเอาไว้อย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาการเดินทางทั้งหมด ที่อยู่บนเรือ ซึ่งมันเป็นได้ทั้ง การ์ดเข้าห้อง (Stateroom Key Card) บัตรแสดงต่อหน้าพนักงานในการเข้าไปรับประทานอาหารต่างๆ และ ใช้ซื้อของที่ระทึก เอ้ย ของที่ระลึก บนเรือสำราญ รวมไปถึง ซื้อบริการต่างๆ บนเกาะ Castaway Cay ของดีสนีย์ อาทิเช่น เช่ารถจักรยาน เช่าเจ็ทสกี ขี่จักรยานน้ำ อะไรต่างๆ ได้เลยโดยไม่ต้องควักเงินสด (Cash) มันเปรียบเสมือนบัตรเครดิตที่เอาไว้ใช้เฉพาะบนเรือดีๆ นี่เอง แล้วสุดท้ายแล้ว มันจะไปหักเงินจากบัตรเครดิต ของเราจริงๆ ที่ใช้จองตั๋วเรือเมื่อตอนแรก ในภายหลัง

ระหว่างรอขึ้นเรือ Disney Dream (12:00 น.)

หลังจาก ที่เช็คอินเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เป็นเวลาว่าง รอขึ้นเรือ ซึ่งผู้โดยสาร ทุกคนที่จะขึ้นเรือ และจะถูกจำกัดบริเวณในห้องโถง เท่านั้น ไม่สามารถเดินออกไปข้างนอกได้อีกแล้ว ฉะนั้นเมื่อผมถูก เรียกขึ้นเรือเป็นกรุ๊ปที่ 18 ก็ต้องรอไปก่อน ระหว่างนั้นก็ได้ไปเดินชมเรือจำลอง (โมเดลเรือ Disney Dream) ที่ตั้งตระหง่าน อยู่กลางห้องโถง

ซึ่งตัวผมเองก็ไม่ได้ไปดูสังเกตุอะไรเจ้าโมเดลเรืออันนี้อย่างละเอียดเท่าไหร่ เพราะเรือ Disney Dream (ดิสนีย์ดรีม) ของจริงตัวเป็นๆ นั้นจอดเทียบท่าอยู่ข้างนอกแล้ว จะไปสนใจอะไรกับโมเดลเรือ ของปลอมละจริงมะ ก็ได้แต่เดินถ่ายรูป แล้วก็ออกไปดูที่จุดชมวิว (Observation Deck) ด้านนอกอาคาร เพื่อดูเรือตัวเป็นๆ ที่จอดเทียบท่าอยู่

โดยจุดชมวิวนี้ มันเป็นแค่ประตูทางเดินออกไป แล้วก็วกกลับเข้ามาในอาคารผู้โดยสารเท่านั้น ไม่สามารถออกไปไหนได้เลย

หลังจากนั้นก็เข้ามายืนรอ (ที่ใช้คำว่ายืนรอ เพราะไม่มีที่นั่งแล้ว ต่างคนต่างเข้ามาจับจองที่นั่งกันเต็มไปหมด) ระหว่างยืนรอก็มีแอบเสียบชาร์ตแบตฯ มือถือ ไปในตัว โดยเสียบตรงกับปลั๊กไฟในอาคารผู้โดยสารเลย ซึ่งเจ้าหน้าที่เขาเดินผ่านไปผ่านมา ก็ไม่ได้ว่าอะไรเลย ผิดกับห้างสรรพสินค้าชื่อดังในไทย เคยไปทำแบบนี้โดน รปภ. เดินเข้ามาบอกให้เอาออกซะงั้น

นอกจากนี้แล้วภายในตัวอาคารผู้โดยสาร ยังมีป้ายประชาสัมพันธ์ให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ที่มีชื่อว่า “Disney Cruise Line Navigator” เพื่อเอาไว้ใช้รับข่าวสาร รับแจ้งถึงตารางเวลาในแต่ละวัน เช่นตารางร้านอาหาร ตารางรอบฉายหนังบนเรือ หรือแม้แต่ เครื่องเล่นต่างๆ ที่เปิดบริการ ระหว่างอยู่บนเรือ ก็จะมีแจ้งกันบนแอพฯ นี้เลย ซึ่งหากใครจะไป ดาวน์โหลดติดมือถือเอาไว้ ตั้งแต่ตอนนี้เลยก็ได้นะ

บนเรือมีสัญญาณ Wi-Fi ให้ใช้ภายในเรือ เพื่อเชื่อมต่อรับส่ง แลกเปลี่ยนข้อมูลของแอพ Disney Cruise Line Navigator ฟรี แต่ถ้าหากต้องการจะต่ออินเตอร์เน็ต ออกสู่โลกภายนอก จะต้องเสียเงิน ซึ่งแพงมากๆ ด้วย

ได้เวลาเรียกขึ้นเรือ Disney Dream (ประมาณ 12:45 น.)

และแล้วก็ได้เวลาเรียกขึ้นเรือ หลังจากที่เขาเรียกตั้งแต่กรุ๊ปแรกขึ้นไป ไล่มาตั้งแต่กรุ๊ปที่ 1 มาจนถึงกรุ๊ปที่ 18 ก็ใช้เวลาไม่นาน ประมาณครึ่งชั่วโมง (30 นาที) ได้ ก็ไม่ถือว่านานมาก หลังจากเช็คอิน ก็ได้เวลาเรียกขึ้นเรือ ซึ่งผู้โดยสารทั้งหมด จะต้องไปต่อแถวเข้าคิว เพื่อขึ้นเรือนั่นเอง

ซึ่งตามกำหนดการณ์แล้ว เรือจะออกจากฝั่ง (ท่าเรือ) ประมาณช่วงบ่ายสี่โมงเย็น (16.00 น.) ดังนั้นตอนนี้แค่เกือบๆ บ่ายโมง (13.00 น.) ขึ้นไป ก็เป็นเวลาฟรีของคุณ ที่จะไปทำอะไรก็ได้ละ มาดูขั้นตอนการขึ้นเรือกันก่อนได้เลยด้านล่าง

หลังจากที่เข้าไปในเรือแล้ว ก็จะพบกับเจ้าหน้าที่ ลูกเรือ ที่ยืนต้อนรับ ซึ่งก่อนอื่น เขาจะถามนามสกุลเรา (Family Name) เพื่อเอาไปประกาศออกเครื่องขยายเสียงลั่นห้องโถงล็อบบี้ ของเรือประมาณว่า “Please Welcome …….xxx……. Family” แหมม น่าประทับใจจริงๆ หลังจากนั้นก็เดินเข้าห้องโถงเรือเข้ามา ซึ่งห้องโถงเรือที่เข้ามามันจะอยู่ในช่วงระหว่าง Deck 3 Deck 4 และ Deck 5

ในแต่ละชั้นบนเรือ เขาจะเรียกหรือใช้คำว่า “Deck” หรือที่แปลว่า “ชั้น” นั่นเอง เขาจะไม่ใช้คำว่า “Floor” เหมือนที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน

ไหนๆ ก็เดินไปที่เค้าน์เตอร์บริการลูกค้า (Guest Service) แล้วอย่าลืมไปขอโปรแกรมบนเรือ ด้วยนะ จะเป็นกระดาษมันพิมพ์ 4 สี อย่างดีมี ซึ่งในกระดาษนี้มันจะบอกทั้งหมดว่า โปรแกรมเรือ วันนี้มีอะไรบ้าง ภาพยนตร์ในแต่ละโรงเริ่มฉายเรื่องอะไรบ้าง มีโชว์อะไรบ้าง และ ห้องไหนเปิดปิด ให้บริการเมื่อไหร่อย่างไร ถึงกี่โมงกี่ยาม ไปหยิบมาเลย

Disney Cruise Dream Day1 Schedule 2
โปรแกรมบนเรือ Disney Dream วันแรก (หน้าแรก)
Disney Cruise Dream Day1 Schedule 2
โปรแกรมบนเรือ Disney Dream วันแรก (หน้าหลัง)

หลังจากที่เข้ามาแล้ว อึ้ง ทึ่ง กับความอลังการของเรือแล้วเดินวนไปวนมาสักพัก ก็ลองเดินสำรวจเรือ ขึ้นบันไดวน ขึ้นไปชั้นบนกันดูบ้าง ว่ามันมีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

และเมื่อขึ้นมาถึงด้านบน ก็จะเป็นห้องแกลลอรี่ โชว์งานแสดงภาพวาด ภาพถ่ายฝีมือ ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพตัวการ์ตูน ตัวละคร ของดีสนีย์ทั้งนั้น (ค่ายอื่นอย่างเจ้ากล้วยตัวเหลือง มินเนี่ยน อย่างหวังว่าจะมีในนี้ เพราะคนละบริษัทกัน)

คำแนะนำเพิ่มเติม

พอเราขึ้นไปอยู่บนเรือเสร็จ ให้ไปในส่วนของเค้าน์เตอร์บริการลูกค้า (Guest Service) เพื่อไปขอตารางกิจกรรมภายในวันแรกได้เลย เค้าจะมีตารางกิจกรรมเป็นแผ่นกระดาษ A4 พิมพ์สี่สี วางไว้ให้เราไปหยิบเพื่อตรวจสอบดูว่ามีกิจกรรมหรือการแสดงอะไรบ้างภายในวันนั้นๆ กรณีต้องการขอเปลี่ยนแปลงเรื่องเอกสาร หรือสอบถามอะไรเพิ่มเติม ติดต่อตรงนั้นได้เลย

เมื่อใช้เวลาดู และ พยายามมองว่ามันเป็นศิลปะขั้นสุดยอดเสร็จแล้ว ว่าแล้วก็ลองขึ้นไปดูห้องพัก (Stateroom) กันดีกว่า เอาข้าวของ กระเป๋าสัมภาระต่างๆ ขึ้นไปเก็บ ซึ่งหมายเลขห้องที่ได้มานั้นคือห้องหมายเลข 6178 นั่นหมายความว่าอยู่ชั้นที่ 6 ห้องหมายเลข 178 ว่าแล้วก็ขึ้นไปเลยโลด

Disney Cruise Dream Stateroom Annoucement
เงิบ ! ขึ้นไปแล้ว พบว่าห้องพัก (Stateroom) ยังเคลียร์ห้อง ทำความสะอาด ไม่เสร็จเรียบร้อยดี ต้องรอบ่าย 2 โมง (2.00 p.m.)

เมื่อขึ้นไปชั้น 6 ออกจากลิฟท์มา เพื่อจะไปดูห้องพัก (Sateroom) แล้วปรากฏว่า เงิบ ! เพราะห้องพักบนเรือในชั้นที่ 6 ยังทำความสะอาดไม่เสร็จเรียบร้อยดี ต้องรอไปก่อน บ่าย 2 โมง

ทานอาหารกลางวันบุฟเฟต์ที่ห้องอาหารคาบาน่า (Cabanas Buffet) (ประมาณ 13:30 น.)

เมื่อเหลือเวลาอีกประมาณเกือบชั่วโมง ก็เลยตัดสินใจขึ้นลิฟท์ ไปที่ชั้น 11 ไปทานอาหารเที่ยง บุฟเฟต์ (Buffet) ที่ห้องอาหารชื่อว่า คาบาน่า (Cabanas) ขึ้นไปเลย ซึ่งห้องนี้จะเสิร์ฟอาหารแบบบุฟเฟต์เท่านั้น เดินตักทาน ได้ตามใจชอบเลย โดยจะมีเฉพาะมื้อเช้า (Breakfast) และ มื้อกลางวัน (Lunch) เท่านั้น

เมื่อขึ้นไปถึงห้องอาหารคาบาน่า (Cabanas) ด้านบนแล้ว ก็จะเป็นห้องชั้นเกือบจะบนสุด ดาดฟ้าของเรือละ เมื่อขึ้นไปถึง ก็สามารถที่จะจับจองโต๊ะวาง แล้วตักอาหารทานได้ทันที ซึ่งทั้งอาหารและเครื่องดื่มในห้องอาหารนี้ สามารถทานได้เลย ฟรี ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มแต่อย่างใด มีพนักงานคอยให้ความช่วยเหลืออยู่ตลอด ขาดเหลืออะไรเรียกได้เลย

ข้อมูลเพิ่มเติมของลูกเรือคนไทยบนเรือ Disney Dream

นอกจากนี้แล้ว ผมยังเจอคนไทย ซึ่งเป็นลูกเรือ (Crew) ที่ทำงานอยู่บนเรืออีกด้วย สาเหตุที่ทราบเพราะว่า ที่ปายชื่อของทีมงานแต่ละคนจะมีชื่อ พร้อมกับชื่อประเทศของคนนั้นๆ ด้วย ซึ่งเมื่อเจอ ก็ไม่รอช้าที่เข้าไปคุย

พี่เขาบอกว่ามีคนไทยทำงานบนเรือนี้มากกว่า 30 คน (แม่จ้าววว) แต่ละคนก็มีหน้าที่ต่างกันไป ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟ บาร์เทนเดอร์ แม่บ้าน และอื่นๆ หากเจอก็สามารถทักทายกันได้เลย เพราะกลุ่มลูกเรือไทย รู้จักกันหมด

นอกจากนี้แล้วเขายังบอกอีกด้วยว่า ไม่ค่อยเจอผู้โดยสาร หรือ ลูกค้า คนไทย มาเที่ยวเรือที่นี่เลย ส่วนนึงอาจเป็นเพราะไกล จากประเทศไทย ส่วนมากคนไทยที่มาเที่ยวที่เรือนี้ จะเป็นคนไทย ที่พักอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศใกล้เคียงเท่านั้น ไม่ค่อยเจอลูกค้า คู่ฮันนีมูน อย่างเราที่มาเที่ยวที่นี่ ซึ่งเขาก็ดีใจมาก เราก็ดีใจมากเช่นกัน

 

เข้าสำรวจภายใน ห้องพัก (Stateroom) (15:00 น.)

เมื่อกินอิ่มพุงกางกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณเกือบบ่าย 3 โมงละ ก็ได้เวลากลับไปสำรวจห้องพัก (Stateroom) กันดีกว่า เมื่อไปถึงก็พบว่าแม่บ้านเอาที่กั้น ที่บอกว่าทำความสะอาดห้องอยู่ออกไปแล้ว ก็เดินเข้าไปสำรวจที่ห้องกันได้เลย

Disney Cruise Dream Stateroom Verandah 1
บรรยากาศ ภายในห้องพัก บนเรือ Disney Dream แบบ Stateroom Verandah Navigator

ซึ่งวัสดุภายในห้องพักบนเรือนี้ ค่อนข้างที่จะมีคุณภาพดีมากๆ (ภรรยาผมบอกมา ขายเฟอร์นิเจอร์อยู่) นอกจากนี้แล้วยังใหม่ และที่สำคัญสะอาดมากๆ อีกด้วย ประตูทั้งหมดแข็งแรงมากเป็นเหล็กหนา เพราะบนเรือต้องป้องกันน้ำรั่วเข้าด้วยเช่นกัน ความปลอดภัยต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

Disney Cruise Dream Stateroom Verandah 2
บรรยากาศในห้อง มองออกไปทางหน้าต่าง และ ระเบียง (Verandah) พร้อมโซฟา นั่งเล่น
Disney Cruise Dream Stateroom Verandah
เปิดประตูออกไปที่ระเบียง จะมีโต๊ะ 1 ตัว และ เก้าอี้ 2 ตัว เอาไว้ตากผ้า เอ้ย นั่งเล่นพักผ่อน

ในส่วนของห้องน้ำบนเรือนั้น ห้องที่ผมอยู่จะถูกแยกออกเป็น 2 ห้องด้วยกัน แบ่งออกเป็นห้องอาบน้ำ (Bathroom) และ ห้องสุขา (Toliet) นั่นเอง ซึ่งในแต่ละห้อง ก็จะมีอ่างล่างหน้าต่างหาก เรียกได้ว่าคนนึงจะถ่ายหนัก ส่วนอีกคนนึงจะอาบน้ำ ก็ไม่ต้องรอกันไปรอกันมาให้เสียเวลา และ ทะเลาะกันเปล่าๆ (จริงมะ) ลองมาดูรูปกันด้านล่างนี้เลย

นอกจากนี้แล้วพวกครีมบำรุงผิว แชมพู สบู่ ต่างๆ เขามีเตรียมให้ แบบไม่ต้องร้องขอเลย แถมใช่ของดีอีกต่างหาก นั่นคือยี่ห้อ H2O นั่นเอง แต่ว่าเป็นแบบผลิตมาเฉพาะใช้กับบนเรือดีสนีย์ เท่านั้น เพราะที่หลอด หรือแม้แต่สบู่ต่างๆ ยังเป็นลายตัวการ์ตูนของดีสนีย์เลย

มาถึงระบบการติดต่อสื่อสารภายในเรือนั้น ที่นี่ใช้ระบบที่ทันสมัยมากๆ เขาจะใช้ระบบที่เรียกว่า เวฟโฟน (WavePhone) ซึ่งเป็นโทรศัพท์ไร้สาย (หน้าตาเหมือนโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่า) ที่เอาไว้ใช้โทรเข้าออกได้อย่างเดียว เขาจะให้มารอเอาไว้ในห้องเลย 2 เครื่อง สำหรับใช้ติดต่อสื่อสารกันภายในเรือเท่านั้น เรียกได้ว่าหากคุณมีเด็กๆ อยากออกไปวิ่งเล่นตามลำพัง ให้เอาเจ้าเวฟโฟน นี้ติดตัวเด็กไปได้เลย ซึ่งการโทรเข้านั้นก็ไม่ยาก เพียงแค่กด [หมายเลขห้อง] ตามด้วยหมายเลขเวฟโฟน เครื่องที่เราเท่าไหร่ก็ว่าไป (มันมีอยู่แค่ 2 เครื่อง) เช่น

  1. ติดต่อเวฟโฟนเครื่องที่หนึ่งห้อง 6178 กด “61781”
  2. ติดต่อเวฟโฟนเครื่องที่สองห้อง 6178 กด “61782”
  3. ติดต่อโทรศัพท์พื้นฐานในห้อง 6178 กด “6178”

และเนื่องจากรายละเอียดต่างๆ ภายในห้องพักบนเรือมันค่อนข้างเยอะมากๆ ผมเลยใช้วิธีการถ่ายคลิปวีดีโอมาให้ดูกันเลยจะดีกว่า เนื่องจากจะได้เห็นบรรยากาศภายในห้อง อย่างชัดเจน

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลังจากที่ได้รับชมรูปภาพ พร้อมคลิปวีดีโอกันไปแล้ว ถึงแม้ว่าห้องจะไม่กว้างมากเท่าไหร่ แต่สิ่งที่ผมชอบ และ ประทับใจมากๆ เลยคือภายในห้องสะอาดมากๆ และ อุปกรณ์ใหม่มากๆ เช่นกัน นอกจากนี้แล้ว บนเรือนี้เขายังจะทำความสะอาดห้องกันวันละ 2 ครั้งอีกด้วย (ช่วงสาย และ ช่วงค่ำ ตอนที่เราไปรับประทานอาหารเย็น)

ชมบรรยากาศรอบๆ บนเรือ Disney Dream (16:00 น.)

หลังจากที่เอาสัมภาระ กระเป๋า ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เข้าไปเก็บในห้องพัก พร้อมสำรวจห้องพัก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาไปเดินเล่นชมบรรยากาศรอบๆ เรือ ว่ามันมีอะไรน่าสนใจกันบ้าง โดยเริ่มจากเดินขึ้นไปบนชั้นดาดฟ้าเรือ เลยทันที

อันแรกเป็น สนามจำลองการตีกอล์ฟ (Golf Simulator) เป็นการตีกอล์ฟแบบ ใช้ทักษะนิดนึง เช่นต้องตีกอล์ฟไปชิ่งกระทบกับวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือต้องมีลอดใต้อะไรก่อนสักอย่าง ก่อนจะพาลูกกอล์ฟลงหลุม มีคำแนะนำ วิธีการเล่น บอกที่สนามทั้งหมด ซึ่งมีหลายสนามให้ทดสอบ ลองเล่นดูมากๆ ใครอยากเล่นก็เข้าไปเล่นได้เลย ถ้าไม่มีคนเล่นอยู่นะ

นอกจากนี้แล้วบนดาดฟ้าของเรือ ยังมีสนามบาสเกตบอล (Basketball) รวมไปถึง โต๊ะตีปิงปอง (Table Tennis) เอาไว้ให้เล่นกันอีกด้วย เรียกได้ว่าหลากหลายมากๆ

เดินเข้าไปอีกหน่อยก็จะได้พบกับลานกว้างๆ พร้อมสระน้ำเด็กเล่นขนาดเล็กจำนวน 2 สระ อยู่ตรงกลางลาน ให้เด็กๆ คุณหนูๆ สามารถไปเล่นกันได้อย่างจุใจ ซึ่งสระน้ำ 2 สระ ตรงลานนี้ สามารถปิดคลุมด้วยพื้นได้ เพื่อที่ว่ากลางคืนจะสามารถใช้จัดงานได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้วจะเห็นเจ้าหลอดใสๆ ที่อยู่ด้านบน รอบๆ เรืออันนั้นเป็นเครื่องเล่นอย่างนึงที่เรียกว่า “Aqua Duck” ซึ่งเป็นสไลเดอร์ห่วงยางบนเรือ ที่ให้ขึ้นไปเล่นได้ โดยมันจะวนรอบๆ เรือเลย สนุกมากๆ เล่นมาแล้วจ้า

สระว่ายน้ำบนดาดฟ้าเรือนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ด้วยกันคือสระเด็ก และ สระผู้ใหญ่ ซึ่งสระเด็กจะอยู่บนลานกว้างตรงกลางของดาดฟ้าเรือ จะมี 2 สระ (ที่ได้กล่าวไปข้างต้น) และ สระผู้ใหญ่จะอยู่อีกมุมหนึ่ง ซึ่งจะมีความลึกกว่าเล็กน้อย แต่ความจริงไม่เหมาะกับการว่ายน้ำหรอก เรียกว่าเหมาะกับการแช่น้ำมากกว่า เพราะมันเล็กมาก แทบไม่มีที่ให้ว่ายเลย

และเมื่อเดินดูรอบๆ ดาดฟ้าของเรือ Disney Dream เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ลงมาเดินดูด้านในกันบ้าง ซึ่งตัดสินใจลงไปเดินดูที่ชั้น 3 (Deck 3) ที่มีห้องโถงใหญ่ของเรือ แต่ว่าเดินไปดูอีกด้านนึงเดินเลยเค้าน์เตอร์บริการลูกค้า (Guest Service) เลยลึกเข้าไปอีก ก็จะได้พบกับร้านขายของที่ระลึกมากมาย ซึ่งมีประมาณ 5 ร้าน โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นของที่ระลึกเกี่ยวกับการ์ตูนดิสนีย์เค้านะแหละ ไม่ว่าจะเป็นพวกเสื้อผ้า กางเกง แก้วน้ำ แม็กเน็ตติดตู้เย็น เคสมือถือ ของเล่น ต่างๆ และ สินค้าอื่นๆ อีกเพียบ นอกจากนี้ก็ยังมีร้านขายน้ำหอม นาฬิกา อีกเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งทั้งหมดจะอยู่ที่ชั้น 3 (Deck 3)

ซึ่งการซื้อขายของที่ระลึกบนเรือนี้ ไม่ต้องใช้เงินสดหรือบัตรเครดิตเลย การซื้อของสามารถทำได้ด้วยการใช้บัตรสมาร์ทการ์ดของเรือ (ที่เอาไว้เป็นการ์ดกุญแจ หรือ คีย์การ์ดบนห้องพักนะแหละ) มันทำหน้าที่เป็นเหมือนบัตรเครดิตอีกด้วย เพื่อเอาไว้ใช้ ซื้อของที่ระลึก อาหาร เครื่องดื่ม (ที่ต้องจ่ายเพิ่ม) บนเรือได้ตามใจชอบ และแน่นอนว่าบัตรสมาร์ทการ์ดนี้นั้น ความจริงมันได้ทำการผูกกับบัตรเครดิตจริงๆ ของคุณเอาไว้แล้ว ตั้งแต่ตอนจองตั๋วมา ที่กล่าวไว้ข้างต้น

Disney Cruise Dream Merchandise Store OperatingHours
หน้าจอแสดงตารางเวลาของร้านค้าขายของที่ระลึกบนเรือ (Merchandise Store) ว่าเปิดปิด กี่โมง (ไม่ได้เปิด 24 ชม. นะ)

หลังจากนั้นก็เลยลึกเข้าไปจะเป็นโรงภาพยนตร์ ที่มีชื่อว่า วอลท์ดิสนีย์เธียเตอร์ (Walts Disney Theatre) ซึ่งเป็นได้ทั้งโรงภาพยนตร์ และ โรงละคร ซึ่งผมเข้าไปแล้วใหญ่มากๆ ใหญ่กว่าโรงละครบนบกบ้านเราหลายๆ โรงเลยทีเดียว แต่นี่อยู่บนเรือ ซึ่งทุกคน สามารถเช็คตารางเวลา แล้ว เดินเข้าไปชมได้เลยฟรีๆ โดยไม่ต้องซื้อตั๋วของคิว ซื้อบัตรหรืออะไรเลย จะเดินเข้าเดินออกได้ตามสบาย หากเบื่อ หนังไม่ถูกใจก็เดินออก โดยไม่มีพนักงานหรืออะไรมาเฝ้าหน้าโรงหนังเลย

นอกจากนี้ยังมีโรงภาพยนตร์ ที่มีขนาดย่อมลงมาหน่อยคือ “Buena Vista Theatre” ซึ่งเอาไว้ฉายหนังอย่างเดียว ไม่ได้มีการแสดงโชว์ อะไรแต่อย่างใด

เรียกรวมพล สาธิตวิธีการเอาตัวรอด และ อพยพ (16:45 น.)

อีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญสำหรับผู้โดยสารบนเรือเดินสมุทร (ทุกลำบนโลกนี้) จะต้องทำ นั่นก็คือ การเข้าร่วมรับฟัง และ รับชมการแสดงสาธิต การอพยพ ออกจากเรือ พร้อมทราบตำแหน่งของเรือบด หรือ เรืออพยพ ของเรา เนื่องจากบนเรือมีผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก หลายพันคน ดังนั้นหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา คงจะชุลมุนวุ่นวาย กันมากพอสมควร

ดังนั้นเพื่อเป็นการซักซ้อมการอพยพในกรณีฉุกเฉิน ทางเรือและเจ้าหน้าที่ทุกคนจะนัดให้คุณไปยังจุดนัดพบ ที่แต่ละคนจะต้องอพยพไปในกรณีฉุกเฉิน คำถามคือเราจะทราบได้ไงละ ว่าเราจะต้องไปที่ไหน มันอยู่โซนไหน คำตอบคือ ตำแหน่งโซนของเราได้ระบุเอาไว้ชัดเจนบนบัตรสมาร์ทการ์ดของเรานั่นเอง ซึ่งให้ดูกันอีกครั้งด้านล่างนี้เลย

Disney Cruise Line Passenger SmartCard
หน้าบัตรสมาร์ทการ์ดได้ระบุโซนอพยพลงเรือเล็ก โดยโซนของผมและแฟนคือโซน “M” ตัวบะเริ่มด้านซ้ายมือ

พอมาถึงคราวนี้ จะมีเสียงประกาศดังทั่วเรือ ทั้งเรือ ไม่ว่าคุณจะอยู่แห่งหนใดบนเรือ รวมถึงในห้องพักเราด้วย จะมีประกาศเรียกให้ไปยังโซนที่คุณสังกัด ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่าเราอยู่โซนไหน ก็เลยไปถามเจ้าหน้าที่ เขาก็ชี้ลงมาที่บัตรสมาร์ทการ์ดของเรา นั่นก็คือโซน “M” ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 4 (Deck 4) พร้อมชี้นำทางไปที่จุดรวมพล (Assembly Station) เลยทันที

ตอนแรกมี แอบเข้าใจผิดนึกว่า “M” หมายถึงเพศชาย หรือ “Male” แต่ก็มีเอ๊ะใจว่า ทำไมภรรยาถึงเป็น “Male” เหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ฮาๆ

หลังจากมายืน เขามีการเช็คจำนวนคนด้วยนะ ว่าต้องมาให้ครบ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องซีเรียสมากๆ ที่ผู้โดยสารทุกคนที่อยู่บนเรือ จะต้องมารับทราบ และปฏิบัติตามขั้นตอน ในกรณีเหตุฉุกเฉิน มายังจุดรวมพล จุดนัดพบ เพื่อที่จะทราบว่าเราจะต้องขึ้นเรือเล็กเพื่ออพยพตรงไหนอย่างไร

และเมื่อรวมพลกันครบแล้ว หลังจากนั้นก็ฟังเขาพูดๆ อธิบายกระบวนการต่างๆ ด้านความปลอดภัย ความจริงก็ไม่นาน แป้บเดียว หลังจากนั้นก็ปล่อยผู้โดยสารบนเรือ ไปกิจกรรมอย่างอื่นต่อ ตามอัธยาศัย ก็ได้มีโอกาสเดินเล่น และกลับมาที่จุดรวมพลเมื่อสักครู่นี้อีกครั้ง มาดูอีกทีว่าจริงๆ ตอนโล่งๆ ไม่มีคนมันเป็นอย่างไรกันแน่

นอกจากนี้แล้วบนดาดฟ้าของเรือ ก็จะมีจุดบริการเครื่องดื่ม เป็นตู้กดเครื่องดื่มอัตโนมัติ ให้ผู้โดยสารทุกคนสามารถไปกดดื่มได้ตามใจชอบ ใครอยากดื่มน้ำอะไร ก็กดเลือกเอาได้เลย ไม่มีพนักงานมาคอยบริการนะ รวมถึงไอศกรีม ด้วย มีทั้งรสวนิลา และ ช็อคโกแลต

Disney Cruise Dream Beverage Station 1
จัดบริการเครื่องดื่ม บนเรือ Disney Dream มีทั้งน้ำเปล่า นม น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชา กาแฟ เพียบ
จุดกดน้ำดื้ม ใครอยากกินอะไร ทานอะไร หยิบแก้วแล้วเดินไปกดกิน ได้เลยลูกหลาน
จุดกดน้ำดื้ม ใครอยากกินอะไร ทานอะไร หยิบแก้วแล้วเดินไปกดกิน ได้เลยลูกหลาน

เรือ Disney Dream เคลื่อนออกจากฝั่ง (17:30 น.)

ความจริง เรือออกจากฝั่งตั้งแต่กี่โมงอันนี้ผมไม่ทราบจริงๆ แต่เวลาก็น่าจะประมาณ 5 โมงกว่าๆ เพราะเรือมันลำใหญ่มากๆ แทบจะไม่รู้สึกเลยว่ามันกำลังแล่นอยู่ หรือ จอดอยู่กันแน่ หลังจากออกไป ก็ไม่ได้ทำอะไรมาก เพราะเดินไปเดินมาบนเรือ กินลมชมวิว เดินดูบรรยากาศรอบๆ เรือ Disney Dream ส่วนผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปนั่งเล่นนอนเล่น บนดาดฟ้าเรือ บ้างก็เดินช้อปปิ้ง บ้างก็พักผ่อนอยู่ในห้องพักของตัวเอง

สำหรับกรุ๊ปของผม ทางเรือเขาได้นัดไปทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารเวลา 8:15 PM หรือ 2 ทุ่ม 15 นาที นั่นเอง ถามว่ารู้ได้อย่างไร ก็รายละเอียดอยู่บนบัตรสมาร์ทการ์ดของเรือนั่นเอง ระหว่างนั้นก็นั่งเล่นนอนเล่นรอไป เดินดูบรรยากาศรอบๆ เรือ ซึ่งก็เดินมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังติดใจอยู่

หลังเรือเคลื่อนออกจากท่าเรือ สัญญาณอินเตอร์เน็ตยังมีอยู่อีกสักพักประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นก็หายไป นั่นคือจุดเริ่มต้นของการใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ (ไม่มีอินเตอร์เน็ตเล่น) ไปอีก 3 วัน นับจากนี้ไป

รับประทานอาหารเย็น ที่ห้อง Animator’s Palate (20:15 น.)

เมื่อถึงเวลา เราก็เดินไปที่ห้องอาหาร ที่เขานัดเราเอาไว้ โดยใบบัตรสมาร์ทการ์ดจะระบุหมายเลขโต๊ะ ของเราเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากรูปถ่ายด้านล่าง จะสังเกตุเห็นว่าจะเป็นโคัด (ที่ไม่ลับ) ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเราต้องไปรับประทานอาหาร ที่ห้องไหนอย่างไร โดยผมจะแปลความหมายของรหัสให้ทราบดังต่อไปนี้ ซึ่งรหัสคือ

Dinner: 8:15 PM-AER Table : 33

ซึ่งการรับประทานอาหารของเราทุกวันที่อยู่บนเรือ 3 คืนนั้น จะเป็นเวลา 2 ทุ่ม 15 นาที (8:15 PM) ทุกคืน โดยเริ่มจากคืนแรกคือ

  1. A ย่อมาจาก ห้อง Animator’s Palate คืนแรก
  2. E ย่อมาจาก ห้อง Enchanted Garden คืนที่สอง
  3. R ย่อมาจาก ห้อง Royal Palace คืนที่สาม (คืนสุดท้าย)

และสุดท้ายคือโต๊ะหมายเลข 33 (Table : 33) นั่นหมายความว่า เราจะรับประทานอาหารที่โต๊ะหมายเลข 33 ทุกคืน แม้จะต่างห้องอาหารกัน

Disney Cruise Line Passenger SmartCard
และเมื่อเดินไปถึงที่หน้าห้องอาหาร “Animator Palate” แล้วก็แสดงบัตรที่หน้าห้องอาหาร แล้วก็จะมีพนักงานเดินพาเราเข้าไปที่โต๊ะทันทีเลย หลังจากนั้นเราก็จะพบกับบริกร (พนักงานเสิร์ฟอาหาร) ที่จะเอาเมนูอาหารมาให้เราเลือก ว่าอยากจะทานอะไรในค่ำนี้ ซึ่งรายการอาหารในเมนูคุณสามารถสั่งได้เลย โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลยแม้แต่น้อย (เพราะเขาคิดบวกมากับค่าเรือเรียบร้อยแล้ว) อาหารจะเริ่มเสิร์ฟมาตั้งแต่ อาหารเรียกน้ำย่อย อาหารจานหลัก ของวาน ตามสเต็ป

โดยคุณสามารถจิ้มเมนูเลือกได้เลย แต่ละอย่าง มีหลายเมนู ยอมรับเหมือนกันว่าแปลไม่ออก 5555 ปกติอยู่เมืองไทยก็ไม่ค่อยทานอาหารไฮโซอยู่แล้วแค่ข้าวกระเพราไก่ ไข่เจียว ต้มยำ ข้าวผัด ราดหน้า นี่แหละ แต่พอมานี่ อาหารต่างบ้านต่างเมือง แถมเป็นศัพท์ที่ไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตาอีกต่างหาก บางทีก็เลยจิ้มมั่วๆ มา ก็เลยได้มาอย่างที่เห็น

สาเหตุที่มีชื่อว่าห้องอาหาร Animator Palate ซึ่งพยายามหาความหมายภาษาไทยของห้องนี้ก็คือ “ความรู้สึกของภาพเคลื่อนไหว” นั่นหมายความว่าขณะที่คุณกำลังนั่งทานอาหารเย็นดินเนอร์ กันอยู่นั้น คุณจะสามารถสัมผัสได้ถึงพลังของการ์ตูนแอนิเมชั่น ที่ขณะนี้มันก้าวหน้าไปมาก เป็นยังไงนะเหรอ ลองดูรูปประกอบด้านล่างนี้เลย

Disney Cruise Dream Animator Palate TurtleTalk
Turtle Talk หรือ คุยกับเจ้าเต่าแสนรู้ ที่มันจะมาคอยนำเล่นเกมส์ ร่วมสนุกกับผู้รับประทานอาหาร

เนื่องจากโต๊ะหมายเลข 33 ที่นั่งอยู่นั้น จะอยู่ติดกับจอ LED ขนาดใหญ่ ซึ่งตอนแรกมันก็ทำตัวเป็นแค่รูปภาพวาด ภาพนิ่งธรรมดา แต่ไหงมันกลายเป็นแอนิเมชั่นเต่าพูดได้ (Turtle Talk) ได้ซะงั้น ซึ่งมันเปลี่ยนเป็นแอนเมชั่นเต่าพูดได้ ตอนไหนนี่ไม่ทราบจริงๆ ไม่ทันสังเกตุ

เจ้าเต่าที่เห็นในรูปนั้นมันคือเจ้าเต่า ที่อยู่ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นของดิสนีย์ ชื่อดัง เรื่อง “Finding Nemo” หรือภาษาไทยคือ “นีโม ปลาเล็กหัวใจโต๊โต” นั่นเอง โดยเต่ามันจะคอยพูดกับคนดู ถามว่าชื่ออะไร คุยเล่นได้ทั้งหมด เล่นเอาผมงงเหมือนกัน ว่ามันคุยได้ไงฟระ มันมีไมโครโฟนตรงไหน แล้วนอกจากนี้มันยังว่ายข้ามไปยังอีกจอ ที่อยู่ติดกับโต๊ะอื่นได้อีกด้วย เฮ้ย มหัศจรรย์มากๆ ใครที่นึกไม่ออก ลองดูคลิปวีดีโอ ที่ผมแนบเอาไว้ด้านล่างนี้ได้เลย (เป็นคลิปวีดีโอของคนอื่นที่ถ่ายเอาไว้นะ)

เป็นไงละครับ เจ๋งมั้ย เล่นเอาผมงงไปเลย โดยเจ้าเต่าพูดได้ตัวนี้ มันก็จะใช้เวลาคุยเล่นกับผู้ที่มารับประทานอาหารเย็นในห้อง Animator’s Palate สักพัก ประมาณ 30 – 45 นาที หลังจากนั้นบริกร ก็มีเกมส์มันส์ๆ มาให้เล่นอีกเล็กน้อย ก่อนทุกคนจะแยกย้ายกันกลับห้องพักไปพักผ่อน เพื่อเตรียมผจญภัยในวันถัดไป

Disney Cruise Dream Animator Palate Games
เกมส์บนโต๊ะอาหาร หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ที่บริกร เอามาฝากให้คนที่รับประทานอาหารบนโต๊ะลองคิดปัญหาเชาว์ ดูเล่นๆ


สิ่งที่ควรรู้

การรับประทานอาหารเย็นนั้น จะไม่มีบุฟเฟต์ให้เลือก เหมือนอาหารเช้า และ อาหารกลางวัน ซึ่งแต่ละโต๊ะจะมีบริกรประจำโต๊ะ ที่จะคอยมาเสริ์ฟอาหาร เครื่องดื่ม พร้อมบริการเราตลอดเวลาที่รับประทานอาหาร ซึ่งในแต่ละคืน คุณไม่ต้องไปให้ทิปส์เขา ซึ่งเราจะสามารถให้ทิปส์เขาได้ในคืนสุดท้าย โดยการใส่ซองที่คนทำความสะอาดห้องจะวางไว้บนเตียงนอนเราในวันก่อนวันสุดท้าย ซึ่งตรงนั้นเราสามารถนำเงินสด ใส่ซองแล้วมอบให้รายตัวได้ ตามศรัทธา

เพราะถึงแม้ว่าจะเราจะเปลี่ยนห้องอาหารไปทุกคน แต่บริกรคนเดิมก็จะตามไปเสิร์ฟ เราที่ห้องอาหารอื่นทุกคืนยันคืนสุดท้ายเช่นกัน เช่นเดียวกับผู้ร่วมโต๊ะคนอื่น ก็จะตามไปทานด้วย และ นั่งโต๊ะเดียวกันเหมือนเดิม

Disney Cruise Dream Roof Deck Night
ขณะกลับห้อง ก็แวะขึ้นไปเดินดูบรรยากาศบนดาดฟ้า ตอนกลางคืน ของเรือ Disney Dream ซะหน่อย ปรากฏว่า คนน้อยมากแล้ว

กลับมาที่ห้องพัก เตรียมพักผ่อน (22:00 น.)

หลังจากที่กลับมาที่ห้องพักก็พบว่า ห้องนอนของเราได้ถูกรูมเซอร์วิส เข้ามาทำความสะอาดอีกรอบ ก่อนจะนอน พร้อมกันนี้เขายังได้วางเอาโปรแกรมบนเรือ ของวันถัดไป (วันพรุ่งนี้) เอาไว้บนเรืออีกด้วย ว่ามี กิจกรรมหรือโปรแกรมอะไรที่น่าสนใจบ้าง

Disney Cruise Dream Stateroom Bed Lamp
โคมไฟ ในห้องนอน ของเรือ Disney Dream ก็น่ารักดีนะ ตรงด้านล่างยังเป็นหัวมิกกี้เม้าส์ เลยคิดดู
Disney Cruise Dream Stateroom Bed
เจ้าหน้าที่รูมเซอร์วิส วางหนังสือ “Navigator” เป็น โปรแกรม และ กิจกรรม บนเรือที่จะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไว้บนเตียง รอเอาไว้ก่อนอนเลย
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

21 ความคิดเห็น

  1. ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากๆเลยค่ะ ได้จองไปเรียบร้อยแล้ว
    คราวนี้พยายามหาในเอกสารของดีสนีย์ว่าหากไปทางครูสจะ “ไม่ต้องใช้วีซ่าบาฮามาส” จะสามารถดูได้จากตรงไหนไหมคะ พอดีกลัวจะมีปัญหาตอน check-in

  2. สวัสดีครับคุณThanop ผม ไก่ครับ ถามหน่อยครับว่าเรือ Disney dream มีบริการฟรี wifi ม้ัยครับ หรือ ถ้าเราต้องการ wifi สามารถ ซื้อในเรือได้มั้ยครับ ราคาเท่าไหร่ มีแพคเก็จwifi มั้ยครับ ขอบคุณครับ

    • มีครับผม ตอนผมไปเรตราคา ตามปริมาณ Bandwidth หรือ ข้อมูลที่รับส่งครับ ตอนของผมไป ไม่มีราคาโปรโมชั่น (Promotional Price) นะครับ มีแต่ ราคาปกติ (Regular Price) ครับ ราคาค่อนข้างแพงมาก ห้ามเปิดคลิปเลยทีเดียว เพิ่งรู้สึกว่า การใช้อินเทอร์เน็ตมีค่า ก็ตอนนี้แหละครับ ส่วนราคาเรต ก็ตามลิงค์ด้านล่างนี้เลยนะครับ

      http://disneycruiselineblog.com/wp-content/uploads/2014/01/DCL-Connect-at-Sea-Data-Plans-Magic-Feb-2014-Introductory-Pricing.jpg

  3. ขอบคุณที่มารีวิวค่ะ มีแพลนจะไปเที่ยวทางแถบนั้นช่วงปลายปี เดินทางจากซิดนีย์ มีเวลา 7 อาทิตย์ เริ่มต้นทริปจากแคนาดาเที่ยวโตรอนโต้ ออตตาวา มอนทรีออล แล้วสกีอีก 1 อาทิตย์ จากนั้นมาบอสตัน นิวยอร์ค เช่ารถจากนิวยอร์ค แล้วขับลงใต้มาเรื่อย ๆ จนถึงไมอามี่ ปิดทริปที่ Bahamas พออ่านเจอรีวิวของคุณเลยคิดจะขับมาแค่ออแลนโด้ซะแล้ว 555 มีแนวโน้มจะไป Disney cruise 80% แล้วค่ะ จากตอนแรกว่าจะจัดทริปไป scuba dive ที่ Bahamas แต่คิดไม่ตกเพราะต้องนั่งเครื่องกลับมาซิดนีย์อีก ขอบคุณมากที่มารีวิว ได้ข้อมูลมากมายแถมเขียนได้ดีจนเทใจไปกะ Disney cruise แล้วค่ะ

    • โหดมากครับ ได้เที่ยวตั้ง 7 สัปดาห์ ส่วนเรื่องเรื่องดิสนีย์ นั้น ขอบอกว่าน่าไปเที่ยวมากๆ ครับ นี่ผมเองก็เพิ่งกลับมาจาก เรื่อง Disney ครับ (พอดีไปมาอีกรอบ) คราวนี้ไปมา 8 วัน 7 คืน เลย ชอบมากๆ (นี่ขนาดไปมาครั้งที่ 2 แล้วนะ) ยังไงต้องไปอีกครับ

  4. ขอบคุณมากๆเลยค่ะ สำหรับริวิว เขียนและอธิบายให้เข้าใจตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ได้สาระและความรู้มากเลยค่ะ!
    กำลังจะไปเที่ยว Eastern Carribean เดือนกุมภาพันธ์ 2017 แต่ไปของ Royal Carribean .
    ได้อ่านจากประสบการณ์ของคุณธนพแล้ว เหมือนเรียนรู้ทางลัดเลยค่ะ เขียนได้ละเอียดมากจริงๆเลย สุดยอดค่ะ!

  5. รีวิวละเอียดยิบมากเลย ชอบมากค่ะ มีประโยชน์สำหรับคนที่กำลังแพลนจะไปอย่างมาก มีภาพประกอบตลอดๆด้วย อ่านไม่เบื่อเลยค่ะ ถึงจะยาว 6พันคำ ก็อ่านทีละบรรทัดรวดเดียวจบนะคะ 55 ขอบคุณนะคะสำหรับรีวิวดีๆ

    อยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ กำลังจะไป Florida กุมภานี้ค่ะ ขอเล่าเรื่องแพลนของเราคร่าวๆก่อนนะคะ
    เราวางไว้หมดแล้วว่าวันไหนไปไหนทำอะไร แต่การเดินทางเป็นอะไรที่ยากและคิดไม่ตกจริงจังค่ะ เลยอยากได้คำแนะนำค่ะ ไปทั้งหมด 17 วัน 15 คืนค่ะ (รวมเดินทาง)
    วันแรก เดินทางไปถึง Miami ประมาณ 5 โมงเย็นค่ะ แล้วจะดิ่งไปนอนที่ Disney World เลย เพราะ 3วันต่อมาจะลุยอยู่ในนี้ค่ะ จากนั้นก็ไป Universal 2 วัน ตามด้วย Disney Cruise 8 วัน แล้ววันที่กลับเข้าฝั่งก็ฟรี 1 วัน แล้วถึงจะเดินทางกลับกรุงเทพตอนเย็นวันต่อมาค่ะ

    ประเด็นที่หนึ่งคือ บินไปลง Miami ถ้าจะบินต่อไป Orlando ก็แค่ชั่วโมงเดียว แต่ไหนจะรอเอากระเป๋า ตรวจคนเข้าเมือง เช็คอินอีกรอบ รอเครื่อง แล้วที่สำคัญ ถ้า Flight ที่จะถึง Miami ดีเลย์ นี่ยุ่งเลย แล้วบินภายในประเทศก็แพง จำกัดน้ำหนักกระเป๋าอีก แค่เริ่มต้นก็มึนแล้วค่ะ
    แต่ถ้าเช่ารถไป ก็ขับไป 3 ชั่วโมง สะดวกดี แต่เราจะอยู่ในสวนสนุกอย่างเดียวจริงๆ รถเหมือนจะเช่ามาเพื่อมาจอด คุณธรรณพว่าเราควรไปยังไงดีคะ

    ปัญหาการเดินทางอย่างที่สองคือ จาก Disney World ไป Universal คงต้อง Taxi ใช่มั้ยคะ แต่ราคาจะสูงมั้ยคะ หรือมีช่องทางอื่นแนะนำมั้ยคะ อันนี้คือเราย้ายไปนอนที่ Universal ด้วยนะคะ

    ต่อมาจาก Universal ไป Port Canaveral เท่าที่เช็คมาคือ Universal มีรถไปส่งที่สนามบิน Orlando แล้ว Disney Cruise ก็มีรถมารับที่นี่ แต่ถ้าอย่างนี้คือต้องเสียค่ารถคนละ USD55 เราไป 3คน ทั้งหมดก็ USD165 อย่างนี้นั่ง Taxi ตรงไปเลยจะคุ้มกว่ามั้ยคะ หรือจะแพงกว่าคะ

    ปัญหาการเดินทางสุดท้ายคือ จาก Port Canaveral จะกลับไปสนามบิน Miami เนื่องจากเราจะฟรีวันที่กลับเข้าฝั่ง แล้วก็ครึ่งวันเช้าของวันที่เราต้องบินกลับกรุงเทพ เราก็อยากไปซื้อของฝาก ช้อปปิ้ง แล้วไหนจะกระเป๋าเดินทางอีก เลยอยากเช่ารถ ก็เลยกะว่า คงต้องยอมเช่า One-Way แล้วขับจากท่าเรือ แล้วเที่ยวเลาะๆไป แล้วไปนอนแถวๆสนามบิน หรือควรบินกลับจาก Orlando ไป Miami ดีคะ แล้วค่อยไปเช่ารถจากที่นั่น

    รบกวนด้วยนะค้า

    • สวัสดีครับคุณ Dew

      ผมขอตอบเป็นประเด็นๆ ตามที่คุณ Dew ถามมาดังต่อไปนี้นะครับ

      ประเด็นแรก :

      เรื่องการต่อ Flight ไม่ต้องห่วงครับ ถ้าหากเป็นสายการบินเดียวกัน น่าจะพอครับ และส่วนมาก Flight ที่คุณบินมาถึง Miami นั้นน่าจะเป็น Flight บินไกลแน่ๆ ซึ่งแน่นอน Flight บินไกลๆ ส่วนมากแล้วจะบินมาถึงก่อนเวลานะครับ ไม่ค่อยจะดีเลย์เท่าไหร่ ส่วนเรื่องการเช่ารถแล้วขับขึ้นไป Orlando เพื่อไปเล่นสวนสนุกอย่างเดียวนี่บอกตรงๆ ว่าไม่คุ้มอย่างแรงเลยครับ เพราะไหนจะค่าเช่ารถ ไหนจะค่าจอดรถภายในสวนสนุก Disney World อีก ไม่คุ้มมากๆ เลยครับ

      ประเด็นที่สอง :

      เรื่องการนั่งแท็กซี่จาก Disney World ไป Universal นั้น ค่าแท็กซี่ขาเดียว เที่ยวละ ประมาณ $30.00 (ไปกลับก็ประมาณ $60.00) ตอนนั้นผมพักที่ Holiday Inn Orlando SW – Celebration Area (ลอง Search ดูใน Google ได้) มันจะอยู่ปากประตู Disney World นะครับ การเดินทางช่องทางอื่นคือ พอดีที่โรงแรมผมจะมีรถ Shuttle Bus วิ่งไปที่ Universal เหมือนกัน แต่ข้อจำกัดคือ ต้องไปตามเวลา กลับตามเวลาเขา (ขออภัยผมจำเวลาไม่ได้) ส่วนราคาผมก็จำไม่ได้อีก 555 แต่ถูกกว่านั่งแท็กซี่มากๆ แน่นอนครับ ลองถามที่ล็อบบี้ของโรงแรมดูนะครับ

      ประเด็นที่สาม :

      การนั่งรถไป Port Canaveral ตามที่คุณ Dew บอกครับ ถ้าไปกันเยอะ 3 คน นั่ง Taxi ตรงไปลงที่ Port Canaveral เลยจะดีกว่าครับ เพราะไม่อย่างนั้นต้องนั่งแท็กซี่ไปลงสนามบิน และจากสนามบินต้องเสียค่ารถบัส ให้ Disney ไปเป็นรายหัวอีก ตรงไปเลยดีกว่าครับ

      ประเด็นที่สี่ สุดท้าย :

      ถ้าถามผม เช่ารถจาก Orlando ไปดรอปลง Miami ก็ได้ครับ จะได้เที่ยวลัดเลาะ และ ดูวิวข้างทาง ไปด้วย แต่เช่ารถไปดรอปคนละที่กันแพงกว่าพอสมควรนะ แต่ผมคิดว่าคงถูกกว่า ค่าเครื่องบิน Flight จาก Orlando -> Miami ของทั้ง 3 คนรวมกันนะครับ

      มีอะไรสอบถามผมเพิ่มเติมได้เลยนะครับ ขอให้สนุกกับการเดินทางนะครับ 🙂

      ประเด็น

      • ขอบคุณมากๆค่ะสำหรับคำแนะนำ พึ่งกลับมาสดๆร้อนๆเลยค่ะ เดินทางตามที่คุณธรรณพแนะนำ แต่ใช้บริการ Uber แล้วมี Promotion Code เลยยิ่งถูกไปอีก ต้องขอขบคุณอีกครั้งค่ะ

    • ไม่รวมครับผม ค่าเครื่องต่างหากครับ แต่ 6 หมื่นนี่ สำหรับ 2 คนนะครับ ไม่ใช่ต่อคน ก็ตกประมาณ คนละ 30,000 หารออกมาก็วันละหมื่นบาท / คน ครับผม

  6. รีวิวดีมากๆ เลยค่ะ อ่านตามแล้วได้ความรู้สึกดี ภาพก็เยอะ ขอเพิ่มเติมนิดนึงเรื่องโรงแรม… ถ้าจะพักคืนนึงที่ Orlando ก่อนจะขึ้นเรือ พักที่โรงแรมในสนามบินออร์แลนโด (MCO) เลยก็ได้ค่ะ จะสะดวกกว่าเยอะเลย

    • ขอบคุณมากๆ นะครับสำหรับคำแนะนำ ผมก็เห็นด้วยกับคุณ pearlelpis เหมือนกันว่าควรจะให้อยู่โรงแรมในสนามบินเลย ถึงอาจจะแพงกว่าข้างนอกหน่อย แต่ก็ประหยัดค่าเดินทางอย่างแท็กซี่ ไปได้เยอะเลยครับ

  7. ขอบคุณมากค่ะ เป็นสถานที่ในฝันเลย อยากสอบถามด้วยว่าถ้าไปเส้นทางเดียวกับคุณจะต้องทำวีซ่าเข้าบาฮามาสไหมคะสำหรับเข้า นาซอร์ กับ castaway kays
    เส้นทางที่คุณไปชื่ออะไรคะ
    เคยดูเวปแต่กลัวต้องทำวีซ่าที่ไม่มีสถานฑูตในไทยค่ะ
    ขอบคุณจากใจค่ะ มีประโยชน์มาก

    • “ไม่ต้อง” ทำวีซ่าของประเทศ Bahamas ครับทางเรือ Disney เขาจะพาเข้าให้เลย น่าจะอารมณ์ประมาณให้เข้าได้ชั่วคราว และคงจะมีข้อตกลงกันไว้ครับ เส้นทางที่ผมไปไม่ทราบเหมือนกันว่าชื่ออะไรครับ แต่เป็นแพคเกจแบบ 4 วัน 3 คืน จะเป็น

      Port Canaveral -> Nassau -> Castaway Cay -> Port Canaveral

      • คุณพี่ขา อยากทราบว่าค่าขึ้นเรือตกคนละเท่าไกร่อะค่ะ 3 คืน อ่ะค่ะ

        • ตอนผมไป 2 คนคือประมาณ 6 หมื่นนะครับ ก็สรุป คนละประมาณ 3 หมื่นนิดๆ ครับ ลองเข้าไปดูในเว็บได้เลยนะครับ

          • คุณพี่ค่ะ จาก new york ไป disney world, universal orlando ลงที่สนามบิน MCO ใข่รึเปล่าค่ะ ถามเพื่อความชัวร์ 2. จาก orlando ไปหาด ไมอามี่ หนูจะนั่งรถ เกรย์ฮาว ไป ดีรึเปล่าค่ะไปกับเพื่อน อีก 1 คน 3. NASA อยุ่ที่ไมอามี่ ใช่มั้ยค่ะ หนูว่าจะไปเที่ยว แล้วค่อยขึ้นเรือ disney dream ที่ ไมอามี่ ตอนนี้ หนูจอง ตั๋ว ไปกลับ bkk-jfk กับ เรือ disney dream แล้วค่ะ 4. นั่งเรือเสร็จหนูจะกลับมา new york สนามบินที่ไมอามี่ ชื่อ MIA ใช่รึเปล่าค่ะ หนูเหลือ จองตั๋วบินในประเทศ เพราะยังไม่ชัวร์ เรื่องสนามบิน รู้สึกสับสนอะค่ะ รบกวนหน่อยนะค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ

          • พี่ค่ะ จะขึ้นเรือ disney dream ที่ port Canaveral คือ ท่าเริอ อยุ่ในออแรนโด้ นี้ใช่มั้ยค่ะ ไม่ได้อยุ่ที่ maimy ใช่มั้ยค่ะ รู้สึกสับสน ขอบคุณมากๆค่ะ

ทิ้งคำตอบไว้

กรุณาใส่ความคิดเห็น
กรุณาใส่ชื่อของคุณตรงนี้